กฎหมายสำคัญสมัยอยุธยา

กฎหมายเมื่อแรกที่ไทยใช้เมื่อแรกนั้นเป็นจารีตประเพณี เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับคนในชุมชนใช้สืบต่อกันมา
เพิ่งจะมีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรใช้ในภายหลัง ดังมีประวัติความเป็นมาโดยย่อ คือ
1. คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า มูลคดี เป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้เป็นหลักในการบัญญัติกฎหมายย่อยขึ้นมาบังคับใช้ ไทยได้แบบอย่างกฎหมายนี้มาจากคัมภีร์ธรรมสัตถัมของมอญ ซึ่งมอญเองก็ดัดแปลงคัมภีร์ดังกล่าวนี้มาจากคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ของอินเดียอีกต่อหนึ่ง โดยการตัดตอนเอาส่วนที่เป็นลัทธิพราหมณ์ออกเหลือเฉพาะที่เป็นกฎหมายแท้ ๆ ไว้
2. พระราชศาสตร์หรือสาขาคดี เป็นกฎหมายย่อยที่พระมหากษัตริย์ตราขึ้นใช้ในรูปพระราชกำหนด บทพระอัยการ และพระราชบัญญัติ โดยอาศัยคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นหลัก ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับเหตุการณ์บ้านเมืองและวัฒนธรรมประเพณีในสมัยนั้น พระราชศาสตร์จึงเป็นกฎหมายเฉพาะรัชกาล ซึ่งพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาอาจยอมรับมาใช้หรือไม่ก็ได้
        กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนดรูปแบบของสังคม กำหนดชีวิต ความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคม ดังนั้นกฎหมายจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กฎหมายสมัยอยุธยาที่เราควรศึกษาได้แก่
1. กฎมณเทียรบาล กฎมนเทียรบาลในสมัยอยุธยา เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองแบ่งออกเป็น
                    1.1 พระตำรา  ว่าด้วยแบบแผน  เช่น พระราชพิธีต่าง ๆ
                    1.2 พระธรรมนูญ   ว่าด้วยตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นต้น
                    1.3 พระราชกำหนด   เป็นข้อบังคับใช้ภายในพระราชสำนัก   เช่น มีการจำแนกเจ้านายในพระราชวงศ์ออกเป็นชั้น ๆ ให้พระกุมารเกิดจากพระอัครมเหสีเป็น หน่อพระพุทธเจ้า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท พระโอรสที่เกิดด้วยลูกหลวงกินเมืองเอก เกิดด้วยหลานหลวงกินเมืองโท เป็นต้น
2. ทำเนียบศักดินาพลเรือนและทำเนียบศักดินาทหารหัวเมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางตำแหน่งศักดินา กำหนดว่า ผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นใดจะมีศักดินาได้เท่าใด เช่น
                    2.1 มหาอุปราช                     มีศักดินา                     100,000     ไร่
                    2.2 พระอนุชาที่ทรงกรม       มีศักดินา                       50,000     ไร่
                    2.3 เจ้านายชั้นสูง                  มีศักดินา            20,000-1,500     ไร่
                    2.4 ขุนนาง                           มีศักดินา               10,000-400      ไร่
                  2.5 พระสงฆ์                          มีศักดินา                      600      ไร่
                    2.6 สามัญชน                        มีศักดินา                               25      ไร่
                    2.7 ทาส                               มีศักดินา                                  5      ไร่
            มูลเหตุที่ทรงกำหนดให้มีศักดินาอาจเป็นเพราะ   "มูลเหตุเดิมก็เห็นประสงค์เพียงห้ามมิให้ใครหวงที่นาไว้เกินกว่ากำลังที่จะทำให้เกิดผลได้   แต่ภายหลังมาเอาเกณฑ์ศักดินาตามกฎหมายนี้ไปใช้เป็นหลักในการอย่างอื่นหลายอย่าง ที่สำคัญนั้นคือ เอาไปใช้เป็นอัตราสำหรับปรับไหม" และอาจเป็นเพราะข้าราชการในสมัยนั้นไม่ได้รับเงินเดือน พระมหากษัตริย์จึงโปรดให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองก็เป็นได้
            ศักดินากำหนดถึงสิทธิ   หน้าที่   ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่มีต่อบ้านเมือง   ผู้มีศักดินาสูง   ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองมาก   ส่วนผู้มีศักดินาต่ำก็มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองน้อยลง
3. กฎหมายลักษณะอาญาขบถศึก กำหมายลักษระอาญาขบถศึก เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันและคุ้มครองพระมหากษัตริย์ เช่น ถ้าผู้ใดทำร้ายพระมหากษัตริย์จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง คือจะถูกริบทรัพย์และประหารถึงเจ็ดชั่วโคตร เป็นต้น
4. กฎหมายเพิ่มเติมลักษณะอาญาหลวง กฎหมายลักษณะอาญาหลวง เป็นกฎหมายที่ห้ามบิดามารดายกบุตรสาว ให้เป็นภรรยาของชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ซึ่งประกาศใช้ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง
5 . กฎหมายลักษณะทาส กฎหมายลักษณะทาสของไทย ทาสส่วนใหญ่ของไทยเป็นทาสสินไถ่ มักเป็นทาสที่ขายตัวเอง เพราะต้องการเงินไปใช้โดยไม่เสียดอกเบี้ย แต่ต้องทำงานทดแทน เท่ากับเป็นลูกจ้างที่ไม่ได้รับเงินเดือนนั่นเอง ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้นายเงินมีกรรมสิทธิ์ในตัวทาสอย่างเต็มที่ ยกเว้นอย่าทำให้ถึงตาย แต่กฎหมายก็ให้ความเมตตาแก่ทาส เช่น ห้ามนายเงินใช้งานทาสหนักเกินไป ห้ามนายเงินบังคับเอาทาสหญิงเป็นเมียหรือบังคับให้มีผัว โดยไม่สมัครใจ ทาสจะหลุดพ้นจากความเป็นทาสเมื่อมีเงินมาไถ่ ถ้านายเงินไม่เลี้ยงทาสเมื่อข้าวยากหมากแพงหรือบวชทาสเป็นภิกษุ หรือทาสรอดชีวิตจากสงคราม เหล่านี้ให้ทาสเป็นไทได้ตามกฎหมาย
        แม้ทาสเชลยที่กวาดต้อนมาเมื่อชนะสงคราม   ทางการก็มิได้กดขี่ข่มเหง   คงจัดให้มีที่อยู่เป็นหมู่เป้นพวก   เช่น ตามบ้านยวน  บ้านแขก   บ้านทวาย  บ้านเขมร    ดังปรากฎมาจนทุกวันนี้
        กฎหมายลักษณะทาสเป็นกฎหมายที่กำหนดฐานะของบุคคลที่ประกาศใช้ในสมัยพระเจ้าปราสาททองเมื่อ พ.ศ.2191 โดยแบ่งทาสออกเป็น 7 ประเภทดังนี้ คือ
                    1. ทาสสินไถ่
                    2. ทาสในเรือนเบี้ย
                    3. ทาสที่ได้มาจากบิดามารดา
                    4. ทาสที่มีผู้ให้
                    5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑสถาน
                    6. ทาสที่ได้จากการอุปการะเลี้ยงดู
                    7. ทาสที่ได้จากเฉลยศึก

Ref : http://www2.srp.ac.th/~social/online/data/007.htm 20