การเรียกร้องเอกราชของอินเดีย

7. การต่อสู้เรียกร้องเพื่อเอกราชของอินเดีย
อินเดียผู้เป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1858 และต่อสู้จนได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1947 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์เอเชีย สรุปได้ ดังนี้
7.1 ผู้นำขบวนการชาตินิยมชาวอินดียที่มีบทบาทต่สู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้อินเดียจนประสบผลสำร็จ คือ มหาตมะ คานธี โดยใช้วิธีที่เรียกว่า “สัตยเคราะห์” เน้นการต่อสู้โดยสันติวิธี (อหิงสา) เช่น อดอาหารประท้วง หรือไม่ร่วมมือใดๆ เป็นการดื้อแพ่งไม่ยอมปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ อย่างเงียบๆ
7.2 อังกฤษใช้นโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” โดยสนับสนุนให้ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาอิสลามจัดตั้ง “สันนิบาตมุสสลิม” (Muslim League) เพื่อคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของชาวมุสลิม และคานอำนาจกับพรรคคองเกรส (Congress) ของชาวฮินดู เพื่อให้พลังของชาวอินเดียอ่อนลง
7.3 บทบาทสำคัญของมหาตมะ คานธี ในปี ค.ศ. 1930 ได้นำประชาชนเดินขบวนประท้วงเพื่อให้ยกเลิกกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมกับชาวอินเดีย ก่อนหน้านั้นได้เรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้แต่สินค้าของชาวอินเดีย ไม่ซื้อสินค้าของชาติตะวันตก และขอให้ชาวมุสลิมกับชาวฮินดูสามัคคีปรองดองกัน
7.4 อินเดียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลพรรคแรงงานของอังกฤษมีนโยบายให้เอกราชแก่อินเดีย การเจรจาประสบผลสำเร็จและอินเดียได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1947
7.5 การแยกประเทศอินเดียกับปากีสถาน ทั้งในช่วงก่อนและหลังได้รับเอกราช เกิดเหตุรุนแรงที่มีการต่อสู้ปะทะกันระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิม มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่การแบ่งแยกประเทศอินเดียกับปากีสถานในที่สุด

8. ผลกระทบจากการเรียกร้องเอกราชของอินเดียที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
8.1 การต่อสู้โดยสันติวิธีของมหาตมะ คานธี (สัตยเคราะห์) เป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ หรือการต่อสู้ทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตย โดยหลีกเลี่ยงการนองเลือดหรือจับอาวุธขึ้นต่อสู้
8.2 เกิดการแบ่งแยกประเทศปากีสถานออกจากอินเดีย ในปี ค.ศ. 1948 มีสาหตุกิดจากความขัดแย้งในการนับถือศาสนา โดยปากีสถานเป็นประเทศของชาวมุสลิม แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในอินเดียนับถือศาสนาฮินดู