สงครามโลกครั้งที่  2  ( 1939-1945)

                 สงครามโลกครั้งที่ 2  เกิดขึ้นเมื่อวันที่  3  กันยายน  1939 และสิ้นสุดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  2  กันยายน  1945 โดยสงครามในยุโรปสิ้นสุดก่อนเมื่อวันที่  8  พฤษภาคม  2545 จำนวนพลเมืองโลกที่เสียชีวิตมีมากกว่า  75  ล้านคน  โดยพลเมืองยุโรปที่เสียชีวิตมีประมาณ  38  ล้านคน เป็นทหาร 20 ล้านคนและพลเรือน  18  ล้านคน  สงครามโลกครั้งนี้สร้างความหายนะและความพินาศให้แก่ประเทศต่าง ๆ ทั้งทางด้านระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม  มากยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่  1

                สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามเบ็ดเสร็จ(Total War) และเป็นสงครามที่มีการนำระเบิดปรมาณูซึ่งมีอานุภาพทำลายล้าง

สูงกว่าอาวุธอื่น ๆ มาใช้เป็นครั้งแรกอำนาจการทำลายล้างอย่างกว้างขวางของอาวุธปรมาณูหรือนิวเคลียร์รวมทั้งมหันตภัยที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีของระเบิดปรมาณูได้ทำให้โลกในเวลาต่อมาก้าวสู่ยุคปรมาณู(Atomic  Age )  และการเริ่มต้นสมัยความน่าสะพรึงกลัวของสงครามโลกนิวเคลียร์ (Nuclear  War

1.  สาเหตุของสงคราม  ชนวนของสงครามโลกครั้งที่  2  เกิดขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในวันที่  1  กันยายน  1939  อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งสนับสนุนโปแลนด์จึงประกาศสงครามต่อเยอรมนี(3 ก.ย. )  อีกหนึ่งเดือนต่อมาเยอรมนีก็บุกเดนมาร์กและนอร์เวย์ และสามารถยึดครองประเทศดังกล่าวรวมทั้งเบลเยียมได้ภายในเวลา 6 สัปดาห์สหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพันธมิตกับเยอรมนีในระยะแรกของสงครามจึงประกาศสงครามกับฟินแลนด์และประเทศแถบบอลติกสงครามในยุโรปขยายตัวและนานาประเทศก็ถูกดึงเข้าร่วมในสงคราม  ต่อมาใน 1941  ญี่ปุ่นซึ่งสนับสนุนเยอรมนีได้เข้าโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล  หมู่เกาะฮาวาย  การโจมตีดังกล่าวทำให้สงครามขยายตัวไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและเป็นการเริ่มต้นของสงครามทางด้านแปซิฟิกและตะวันออกไกล  ทั้งทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามกับประเทศสัมพันธมิตร

2. ปัจจัยที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่  2  ที่สำคัญมีดังนี้

                2.1 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาติชาติ  เป็นผลจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ และมาตรการต่าง ๆ ของสันนิบาติชาติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไม่บรรลุผล  ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อควบคุมอาวุธและลดอาวุธประสบความล้มเหลว  ทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันด้วยสงคราม  สันนิบาติชาติก็ไม่มีกำลังที่เข็มแข็งและไม่มีอำนาจพอที่จะยับยั้งข้อพิพาทระหว่างประเทศ  การพยายามใช้แรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่เป็นที่ยอมรับจึงทำให้เยอรมนีและญี่ปุ่นลาออกจากการเป็นสมาชิกของสันนิบาติชาติ

                2.2 การเติบโตของลัทธินิยมทหาร  ความล้มเหลวของสันนิบาติชาติและการประชุมลดอาวุธมีส่วนสำคัญทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาเสริมสร้างกำลังทหารและกำลังอาวุธขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ลัทธินิยมหารจึงฟื้นขึ้นมามีบทบาทสำคัญทางการเมือง  การขยายตัวของอำนาจทางทหารนำไปสู่การคาดการณ์เรื่องราวการเกิดสงคราม  ประเทศต่าง ๆ จึงเตรียมตัวสร้างกองทัพให้เข็มแข็งเพื่อป้องกันตัวเอง บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกันจึงก่อตัวขึ้น

                2.3  ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง  การก้าวสู่อำนาจทางการเมืองของอดอล์ฟ  ฮิตเลอร์ในเยอรมนีเมื่อ 1933  ทำให้แนวความคิดนาลัทธินาซี (Nazism)  มีบทบาทและอิทธิพลสำคัญทางการเมือง ในขณะเดียวกันแนวความคิดลิทธิฟาสซิสต์ (Fascism) ที่เกิดขึ้นในอิตาลีก็ขยายขอบเขตเข้าไปในประเทศอื่น ๆทั้งลัทธินาซีและฟาสซิสต์ต่างต่อต้านแนวความคิดเสรีนิยมและเน้นความสำคัญของลัทธิชาตินิยม และอำนาจที่เกิดจากการรวมพลังกันมากกว่าพลังของปัจเจกบุคคล ตลอดจนเน้นความของ

สำคัญของระบบและกลไกการบริหารที่จะนำไปสู่การมีอำนาจของรัฐและผู้นำ  อุดมการณ์ของฝ่ายขวาที่นิยมทหารที่ขัดแย้งกับแนวความคิดแบบเสรีนิยมและระบบการเมืองแบบรัฐสภาในยุโรป  แต่ยังนำไปสู่กรณีพิพาททางการเมืองขึ้นอีกด้วย

                2.4 การแข่งขันทางเศรษฐกิจ  การพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ทำให้เยอรมนีสูญเสียอาณานิคมของตนให้กับอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น  เยอรมนี อิตาลีและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นชาติที่ไม่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจเกิดความไม่พอใจและนำไปสู่การต่อสู้แข่งขันเพื่อสร้างความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  การแข่งขันทางเศรษฐกิจดังกล่าวจึงกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มประเทศที่มี ( The Have Nations) กับกลุ่มประเทศที่ไม่มี (The Have-not  Nations)และนำไปสู่สงครามทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศขึ้นในเวลาต่อมา

                2.5  ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์ (Treaty of  Versailles)  และสนธิสัญญาสันติภาพฉบับอื่น ๆ ที่เยอรมนีและประเทศที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ถูกบีบบังคับให้ลงนามโดยไม่อาจต่อรองได้  ทำให้เยอรมนีและประเทศแพ้สงครามไม่พอใจ  เนื่องจากต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลและสูญเสียดินแดนรวมทั้งอาณานิคมของตน ตลอดจนถูกลดกำลังทหารทหารและอาวุธ  เยอรมนีจึงมุ่งจะทำลายข้อตกลงในสนธิสัญญาแวร์ซายส์และเมื่อมีโอกาสก็มักจะดำเนินการละเมิดข้อตกลงในสนธิสัญญา  จนนำมาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่นำมาสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  ในที่สุด

3.  การรบในสงครามโลกครั้งที่  2  ในสงครามโลกครั้งที่  2  มีการพัฒนาอาวุธที่เคยใช้มาแล้วจากสงครามโลกครั้งที่  1  ให้มีประสิทธิภาพ เช่น แนวความคิดการใช้กำลังรถถังและยานเกราะประสานกับการรบหนุนช่วยทางอากาศหรือการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์  ด้วยการใช้เครื่องบินโจมตีเจาะลึกในแนวหลังข้าศึก  ทำลายแหล่งอุตสาหกรรมและสถานที่สำคัญทางทหารและของรัฐบาล  ตลอดจนการยกพลขึ้นบกและทำสงครามสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เป็นต้น

             อาวุธที่นับว่าเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางทหารในสงครามครั้งนี้คือ จรวดและเครื่องบินขับไล่ที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต (Jet engine)ซึ่งมีความเร็วกว่าเสียงจรวดแบบวี  2 (V-2) ที่สามารถบรรทุกหัวรบได้หนักครึ่งตัน  และมีความเร็วประมาณ  4  เท่าของเสียง  ถูกนำมาใช้ใน ค.ศ. 1944  และถือได้ว่าเป็นต้นแบบขีปนาวุธ (Ballistic  Missile ) ในเวลาต่อมา  เครื่องบิน เครื่องยนต์เจ็ตซึ่งบินได้สูงถึง  10,520  เมตร และมีความเร็ว 865 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  มีส่วนทำให้การรบทางอากาศมีบทบาทสำคัญมากในสงคราม  อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการประดิษฐ์ระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดอะตอมของฝ่ายพันธมิตรในช่วงปลายสงครามและมีการนำระเบิดดังกล่าวไปทิ้งที่เมือง ฮิโรชิมาและนานาซากิในต้นเดือนสิงหาคม  1945 ซึ่งมีผลให้ญี่ปุ่นต้องยอมจำนนยุติสงครามลงโดยไม่มีเงื่อนไข

 4.  การยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ (D-Day)

                4.1  ภูมิหลังของเหตุการณ์

                       สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 โดยเยอรมนีบุกโจมตีโปแลนด์  เป็นผลสืบเนื่องจากการที่Adolf  Hitler  ผู้นำเยอรมนีต้องการขยายดินแดนในยุโรปโดยอ้างว่าเยอรมนีจำเป็นต้องมี “ที่อาศัย” (Living  space)  เยอรมนีจึงละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ด้วยการฟื้นฟูอำนาจของกองทัพบกและ กองทัพเรือ  รวมทั้งเริ่มสร้างป้อมค่ายและสถานที่ทางทหารในบริเวณแม่น้ำไรน์ซึ่งเป็นเขตปลอดทหาร ตลอดจนลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาติชาติ  ต่อมาในปี 1936  เยอรมนีได้จัดทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์กับญี่ปุ่นและในปี ค.ศ. 1938 ก็ได้ผนวกออสเตรียรวมทั้งยึดครองแควันซูเดเทนแลนด์ (Sudeten  Land) ของเชโกสโลวะเกียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีโดยอ้างว่าซูเดเทนแลนด์มีชาวเยอรมันอาศัยอยู่จำนวนมาก  อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นไม่มีความพร้อมทางทหารที่จะก่อสงครามใหญ่จึงหาทางออกโดยการผ่อนปรนและประนีประนอมกับเยอรมนีโดยมีการจัดประชุมกับฮิตเลอร์ที่เรียกว่า ความตกลงที่เมืองมิวนิก (Munich  Agreement) ในเดือนกันยายน  1938 โดยประเทศมหาอำนาจประกอบด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศสและอิตาลี ตกลงให้เยอรมนีครอบครองแคว้นซูเดเทนแลนด์ แต่มีเงื่อนไขว่าเยอรมนีจะไม่รุกรานดินแดนส่วนที่เหลือของเชโกสโลวะเกียอย่างไรก็ตาม  ในเดือนมีนาคม  1939  เยอรมนีได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองเชโกสโลวะเกียทั้งหมด  ซึ่งเป็นการท้าทายอังกฤษและฝรั่งเศสในข้อตกลงที่เมืองมิวนิก  อังกฤษและฝรั่งเศสจึงยกเลิกนโยบายผ่อนปรนแก่เยอรมนีและดำเนินนโยบายรับประกันเอกราชของโรมาเนีย กรีซ และโปแลนด์  แต่ฮิตเลอร์เมินเฉยต่อนโยบายดังกล่าวและเรียกร้องเมืองดานซิก (Danzig) และฉนวนโปแลนด์ที่เคยสูญเสียไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่  1  คืน  โปแลนด์ซึงได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศสปฏิเสธจะคืนให้  เยอรมนีจึงส่งกองทัพบุกโปแลนด์  เมื่อวันที่  1  กันยายน  1939 อังกฤษและฝรั่งเศสตอบโต้โดยการประกาศสงครามกับเยอรมนีเมื่อวันที่  3  กันยายน  1939  สงครามในยุโรปจึงเริ่มขึ้นและต่อมาได้ขยายตัวเป็นสงครามโลกครั้งที่  2 (ก่อนบุกโปแลนด์เยอรมนีเจรจาทำสนธิสัญญา (Non-Aggressived)กับสหภาพโซเวียตในเดือนส.ค.1939   เยอรมนีใช้ยุทธวิธีสงครามแบบสายฟ้าแลบ(lightening  war)  โดยใช้รถถังและทหารราบยานยนต์ซึ่งใช้อาวุธทันสมัยและยุทธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมบุกโจมตีอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกำลังทางอากาศ ทำให้ฝ่ายข้าศึกตระหนกและขวัญเสียจนโปแลนด์ถูกยึดครองในปลายเดือนกันยายน 1939 จากนั้นเยอรมนีก็บุกเข้ายึดเดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยมและลักเซมเบิร์ก รวมทั้งบุกโจมตีฝรั่งเศสในเดือนมิถุนายน 1940 จนยึดกรุงปารสได้ชัยชนะต่อฝรั่งเศสจึงหมายถึงการครอบครองภาคพื้นทวีปทั้งหมดของเยอรมนี ใน ปี 1941

 ภายหลังที่ฮิตเลอร์ยึดฝรั่งเศสได้  ฮิตเลอร์ระดมกำลังทหารเยอรมันเข้าโจมตีเกาะอังกฤษตลอดปี 1941แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ฮิตเลอร์เปลี่ยนใจหันไปโจมตีรัสเซียเพราะต้องการได้แร่ธาตุซึ่งจะเป็นยุทธปัจจัยสำคัญและแหล่งข้าวสาลีในรัฐยูเครนของรัสเซียเพื่อจะได้มาระดมโจมตีอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง  แต่การทำสงครามกับรัสเซียไม่ได้เอาชนะได้ง่าย ๆ เหมือนที่ฮิตเลอร์คิดไว้เพราะในฤดูหนาวทหารเยอรมันก็ไม่สามารถทนสภาพอากาศที่หนาวทารุณในรัสเซียได้แหล่งแร่ธาตุและแหล่งอาหารที่ฮิตเลอร์หมายตาไว้รัสเซียขนไปแอบซ่อนไว้หลังเทือกเขายูราลเพื่อไม่ให้เยอรมนีใช้ประโยชน์จากดินแดนของรัสเซียที่เยอรมนียึดได้และระยะทางยาวประมาน 1,800 ไมล์ที่ทหารเยอรมันยึดได้ก็เป็นระยะทางที่ยาวเกินไปต้องใช้ทหารจำนวนมากที่จะควบคุมพื้นที่ฉะนั้นการที่ฮิตเลอร์ตัดสินใจหันไปโจมตีรัสเซียจึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

               ในกลาง ค.ศ. 1942  เป็นการเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายสัมพันธมิตรจากการเป็นฝ่ายตั้งรับเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกรานบ้าง

กองทัพเยอรมนีและอิตาลีเริ่มพ่ายแพ้ในการรบที่เมืองเอล อะลาเมน (Battles of El-Alamein) ในแอฟริกาเหนือตอนปลาย ค.ศ. 1942 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มวางแผนที่จะเปิดการรุกใหญ่ขึ้นในยุโรป  ในปี  1943 ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรวางแผนประชุมหารือร่วมกันหลายครั้งเพื่อเอาชนะสงครามและทำลายกองทัพเยอรมนี  แผนการรบที่สำคัญคือ การยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่เรียกว่าวันดี-เดย์  ในเดือนมิถุนายน  1944

  การยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่หาดนอร์มังดี (Normandy)  เมื่อวันที่  6  มิถุนายน  1944  เพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของเยอรมนีถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีส่วนทำให้สถานการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2  เปลี่ยนแปลงไป  วันดี-เดย์เป็นวันปฏิบัติการที่ได้ชื่อว่ายาวนานที่สุด (the longest day) และเป็นการยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การรบในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  2  ความสำเร็จของการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ ถือว่าเป็นการวางแผนการรบที่เยี่ยมยุทธ์  ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มเป็นฝ่ายรุกจนสามารถปลดปล่อยเบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศสจากการยึดครองของนาซีได้สำเร็จ  วันดี –เดย์เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการรบ เพราะทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งในเวลาต่อมาสามารถเผด็จศึกเยอรมนีในยุโรปได้สำเร็จ เมื่อวันที่  7  พฤษภาคม 1945   สงครามโลกในภาคพื้นยุโรปจึงสิ้นสุดลง

Ref : http://thaimilitary.multiply.com/journal?&=&page_start=0 19/02/2008