ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1929 (The Great Depression) 

                หลังสงครามโลกครั้งที่  1  ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกซึ่งประสบความเสียหายจากภัยพิบัติของสงครามสามารถฟื้นฟูประเทศและระบอบเศรษฐกิจให้หันกลับเข้าสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการผลิตของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและการบริการ  สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากจากสงครามมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ  ก็มีส่วนช่วยให้ประเทศในยุโรปฟื้นตัวได้เร็วเพราะจัดส่งสินค้าและสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูระบบการผลิตและอุตสาหกรรม รวมทั้งให้สินเชื่อและเงินช่วยเหลือจำนวนมากมาให้ประเทศต่าง ๆ

                อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็เป็นระยะเวลาอันสั้นทั้งนี้เพราะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงการสร้างภาพแก่นักลงทุน  ในแต่ละปีหุ้นมีราคาสูงขึ้นประมาณร้อยละ  22  ดัชนีของหุ้นสามัญเพิ่มขึ้น

จาก 100 ใน ค.ศ. 1926 เป็น 225  ใน ค.ศ. 1929  ทำให้คนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมาก เพราะหวังผลกำไรในระยะเวลาอันสั้น  แต่เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มประสบปัญหาเพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลง  การกู้ยืมเงินมีมากและอัตราดอกเบี้ยสูงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  ความต้องการในสินค้าเริ่มลดลงจนทำให้ผู้ประกอบการงดการลงทุนเพราะเกรงว่าสินค้าที่ผลิตจะจำหน่ายได้ไม่หมดตั้งแต่ ค.ศ. 1925 เป็นต้นมาราคาหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆอย่างรุนแรง  นักธุรกิจและธนาคารซึ่งไม่มั่นใจในตลาดหุ้นจึงพยายามจำกัดการให้กู้ยืมเงินและธนาคารต่าง ๆ ก็พยายามเรียกคืนหนี้สินที่ปล่อยกู้ไป ราคาหุ้นจึงตกลงเรื่อย ๆ จนตลาดหุ้นที่วอลสตรีท (Wall Street) นครนิวยอร์กล้มลงเมื่อวันอังคารที่  29  ตุลาคม  1929  เหตุการณ์ดังกล่าวต่อมาเรียกว่าวันอังคารทมิฬ(Black  Tuesday) ความเสียหายมีมากกว่า 30,000ล้านเหรียญ แต่ยังนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและขยายตัวไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกภายในระยะเวลาอันสั้น 

I.สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

                นอกจากการล่มของตลาดหุ้นที่วอลสตรีท สหรัฐอเมริกาในวันอังคารทมิฬซึ่งเป็นสาเหตุฉับพลันที่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แล้วยังมีสาเหตุสำคัญอื่น ๆ ที่นานาประเทศเริ่มประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่กลางทศวรรษ 1920 ดังต่อไปนี้

                1. การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเพราะราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดลดต่ำลงมากเนื่องจากผลิตได้มากเกินความต้องการทำให้เกษตรกรต้องลดการเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดเช่นข้าวสาลีและข้าวไรน์ ขณะเดียวกันประชาชนหันไปบริโภคอาหารประเภทอื่นเช่นเนื้อสัตว์ผักและผลไม้มากขึ้นซึ่งอาหารประเภทนี้เป็นการเลี้ยงและเพาะปลูกในเชิงการค้าที่มีการลงทุนสูงและเป็นการผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องนำเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ มาใช้

                2. เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน  จึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้ในการซื้อเครื่องจักรและสิ่งอื่น ๆ ทำให้มีหนี้สินมาก ราคาสินค้าเกษตรที่ลดต่ำลงในขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทำให้ฐานะเกษตรกรแย่ลง มีการนำที่ดินไปจำนองเงินกู้และเมื่อไม่สามารถจ่ายคืนก็ถูกเจ้าหนี้ยึด  แม้รัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือในรูปเงินทุนอุดหนุนและให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ  รวมทั้งตั้งกำแพงภาษีคุ้มกันสินค้าเกษตรกรรมแต่มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ก็บรรเทาความเดือดร้อนไปได้ไม่มากนัก

                3. ราคาสินค้าเกษตรกรรมที่ลดต่ำลงทำให้ต้องลดขนาดของการผลิต  แม้รัฐบาลพยายามแก้ไขด้วยการแบ่งที่ดินแปลงใหญ่ให้เป็นแปลงเล็ก ๆ เพื่อให้มีเพาะปลูกได้อย่างทั่วถึง  แต่ประสบความสำเร็จไม่มากนัก เพราะเกษตรกรยังคงอพยพเข้ามาหางานประเภทอื่นทำในเมือง  ทำให้เกิดการแย่งงานและมีแรงงานมากเกินความต้องการ  ซึ่งทำให้เกิดภาวะว่างงานขึ้นยังทำให้รายได้ของประชาชนชาติลดลงกล่าวคือ รายได้ประชาชาติในสหรัฐอเมริการะหว่าง ค.ศ. 1925-1928 จากร้อยละ 100 ลดลงเหลือร้อยละ 68 ใน ค.ศ. 1931 และเยอรมนีระหว่าง ค.ศ. 1914-1918 จากร้อยละ 100 ลดลงเหลือร้อยละ 80 ใน ค.ศ. 1932  เป็นต้น

                4. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในหลายประเทศระหว่าง ค.ศ. 1920-1930 ลดลงทำให้สินค้าเกษตรกรรมที่ต่ำลงกับราคาสินค้าอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจและนำไปสู่การล้มละลายของกิจการอุตสาหกรรมต่าง ๆ

                5. การชำระหนี้สินสงครามของประเทศที่พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่  1  โดนเฉพาะเยอรมนี  ซึ่งถูกบังคับให้ชำระค่าปฏิกรรมสงครามจำนวน 6,600 ล้านปอนด์ โดยกำหนดจ่ายเป็นรายปีปีละ 100 ล้านปอนด์  หนี้สินสงครามดังกล่าวมีส่วนทำให้

เกิดภาวะเงินเฟ้อและความไร้เสถียรภาพของราคาในเวลาต่อมา  ทั้งยังทำให้การค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศได้รับความ

เสียหายเนื่องจากค่าเงินมาร์กของเยอรมนีค่าลดลงมากจนนำไปสู่การเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงไปสู่การว่างงานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเวลาต่อมา

                6. ปัญหาทางการเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ มาก  เพราะสหรัฐอเมริกาให้เงินกู้ยืมและการลงทุนในต่างประเทศในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่  1  เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเนื่องมาจากการที่ราคาพืชผลลดลงและปริมาณการสั่งซื้อสินค้าประเภทวัตถุดิบและอาหารต่ำลงก็ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ  การลดลงของสินเชื่อและเงินกู้จากสหรัฐอเมริกายังทำให้ประเทศต่าง ๆที่เคยพึ่งเงินกู้จากสหรัฐอเมริกาตกอยู่ในฐานะลำบากสหรัฐอเมริกาเกิดขาดดุลทางการค้าและการชำระเงิน  ซึ่งสร้างผลเสียให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากด้วย 

II. ผลของเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่         

                เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความหายนะทางการเงิน  ธนาคารหลายพันแห่งของสหรัฐอเมริกาที่ต้องล้มตามภาคอุตสาหกรรมและตลาดหุ้น  ผู้คนหลายล้านคนสูญเสียเงินและมีคนตกงานจำนวนมาก  ระหว่าง ค.ศ. 1929-1932 รายได้ประชาชาติ(National Income) ของประเทศลดจาก81,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ เหลือเพียง 41,000  ล้านเหรียญดอลลาร์  ธุรกิจกว่า  8,500   แห่งเลิกกิจการ  คนตกงานกว่า 1. 5 คนใน  ค.ศ. 1929 เพิ่มเป็น15-16 ล้านคน แต่ละสัปดาห์จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้น

100,000  คน  ประชาชนยากจนและมีชีวิตที่ยากลำบาก  เกิดการเดินขบวนบ่อยครั้งเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางแก้ไข  นอกจากนี้  ปัญหาราคาพืชผลที่ตกต่ำตลอดช่วงทศวรรษ 1920 เพราะผลผลิตล้นตลาดทำให้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เลวร้ายลงอีก  เพราะเกษตรกรต้องทำลายผลผลิตของตนเองเนื่องจากขาดกำลังซื้อและราคาก็ตกลงถึงร้อยละ  50  ชาวนากว่า 400,000  คน สูญเสียที่ดินซึ่งจำนองไว้กับธนาคารและวิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนงานเร่ร่อน

              ผลกระทบทางการเมืองที่สำคัญคือ เหล่าประชาชนเริ่มเสื่อมความนิยมในรัฐบาลของประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต  ฮูเวอร์

(Herbert  Hoover) ซึ่งแก้ไขปัญหาและการว่างงานล่าช้า  แฟรงคลิน เดลาโน  รูสเวลต์ (Franklin  Delano  Roosevelt)  แห่งพรรคเดโมแครตจึงมีชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเสนอนโยบายแก้ไชปัญหาทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าโครงการ  “New  Deal”

ค.ศ. 1933  เขานำโครงการ  New Deal  มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมทันที  ด้วยการสั่งจ่ายเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยผ่านหน่วยงานที่ตั้งขึ้นในโครงสร้างการสร้างงานและบรรเทาความเดือดร้อนต่าง ๆ  ซึ่งรองรับโครงการมากกว่า 1 ล้านโครงการ  ทั้งโครงการก่อสร้าง โครงการแก้ปัญหาแรงงาน  โครงการด้านศิลปะ ดนตรี ละคร และอื่น ๆ  โครงการนิวดีลมีส่วนช่วยให้สหรัฐอเมริกาสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตกต่ำได้ในระดับหนึ่งและหลัง ค.ศ. 1941 เป็นต้นมาเศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น

III. ผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ

                ความรุนแรงของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา  ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เป็นอย่างมาก  เพราะหลายประเทศในยุโรปต้องพึ่งตลาดในสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งระบายสินค้าและการสั่งเข้า  การลดปริมาณการสั่งซื้อสินค้าด้านวัตถุดิบและอาหารของสหรัฐอเมริกาจึงมีผลกระทบต่อราคาพืชผลของประเทศต่าง ๆ มาก  การลดลงของเงินกู้ยืมและการลงทุนจากสหรัฐอเมริกายังทำให้เกิดปัญหาด้านการเงินระหว่างประเทศ  ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลการค้าและการชำระเงิน  ราคาพืชผลและการส่งออกสินค้าลดลงอย่างมากจนประเทศต่าง ๆ ต้องยกเลิกมาตรฐานทองคำ(Gold standard)ซึ่งเป็นมาตรการด้านการเงินระหว่างประเทศที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว  การยกเลิกมาตรฐานทองคำก่อให้เกิดความยุ่งยากในวงการค้าระหว่างประเทศและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนเพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

                การล้มของตลาดหุ้นยังส่งผลกระทบต่อเยอรมนี ซึ่งเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา  เยอรมนีไม่สามารถชำระหนี้สงครามได้เพราะประเทศต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจบีบบังคับให้เยอรมนีชำระหนี้เงินกู้ยืม และมีการถอนเงินจำนวนมากออกจากธนาคารซึ่งทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศ  เยอรมนีจึงเรียกร้องให้นานาประเทศยกเลิกหนี้สงคราม

ขณะเดียวกันก็ประกาศพักชำระหนี้  นอกจากนี้การที่รัฐบาลเยอรมนีไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและการว่างงานจึงเปิดโอกาสให้พรรคนาซีหรือพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมันซึ่งมีอดอลฟ์  ฮิตเลอร์ (Adolf  Hitler)เป็นผู้นำก้าวขึ้นสูอำนาจทางการเมืองในต้น ค.ศ. 1933  ฮิตเล่อร์เริ่มใช้ระบบเผด็จการในการปกครองประเทศและพยายามละเมิดข้อตกลงในสนธิสัญญาแวร์ซายส์จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสงครามโลกครั้งที่2

                ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยังทำให้ให้โครงการจัดตั้งระบบการเก็บภาษีร่วมระหว่างออสเตรียกับเยอรมนีได้รับการคัดค้านจากประเทศต่าง ๆ  โดยเฉพาะฝรั่งเศส มีการถอนเงินกู้ระยะสั้นจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรีย  จนทำให้ฐานะทางการเงินของธนาคารขาดเสถียรภาพและรัฐบาลต้องเข้าไปค้ำประกัน  ออสเตรียต้องยกเลิกโครงการการเก็บภาษีร่วมระหว่างประเทศ ตลอดจนยกเลิกมาตรฐานทุนสำรองทองคำด้วย ส่วนในอิตาลี  รัฐบาลฟาสซิสต์ของมุสโสลินี( Benito  Mussolini)ก็ใช้สภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเสริมสร้างอำนาจเผด็จการของรัฐบาลให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นและเข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยเข้าควบคุมธุรกิจต่าง ๆและจัดทำโครงการประกันการว่างงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน  บทบาทดังกล่าวทำให้รัฐบาลฟาสซิสต์เป็นที่นิยมมากขึ้น แนวความคิดลัทธิลัทธิฟาสซิสต์( fascism)จึงขยายตัวไปอย่างรวดเร็วเข้าไปในประทศยุโรปตอนกลางและยุโรปตอนใต้ รวมทั้งบางส่วนของยุโรปตะวันออก

                นอกจากในทวีปยุโรปแล้ว  ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทวีปเอเชีย เช่นญี่ปุ่น  ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลก  อัตราการว่างงานมีมากขึ้นและสินค้าส่งออกลดลง  สินค้าเกษตรตกต่ำและประเทศขาดดุลทางการค้า การส่งออกไหมดิบซึ่งเคยเป็นรายได้สำคัญของญี่ปุ่นตกต่ำลงถึงร้อยละ  42  ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำดังกล่าวทำให้กองทัพเสนอแนวทางแก้ไขโดยการขยายดินแดนเข้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก ใน ค.ศ. 1932 ญี่ปุ่นจึงรุกรานแมนจูเรียซึ่งนำไปสู้ข้อพิพาทระหว่างประเทศกับจีน และสันนิบาติชาติต้องเข้ามาแก้ไขแต่

                ส่วนประเทศไทย วิกฤติทางเศรษฐกิจยังทำให้ค่าเงินบาทลดลง สินค้าส่งออกสำคัญเช่น ข้าว ไม้สัก และดีบุกขายไม่ได้ ทั้งราคาก็ตกต่ำ เช่นข้าวราคาหาบละ 7.3 บาทใน ค.ศ. 1929(พ.ศ.2472) เหลือเพียงหาบละ  3.5  บาทใน ค.ศ. 1930 เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงพยายามแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการตัดทอนรายจ่ายและเรียกร้องให้มีการประหยัด  รวมทั้งปลดข้าราชการออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็พยายามปรับงบประมาณแผ่นดินให้สมดุล รวมทั้ง   ยกเลิกมาตรฐานทองคำโดยผูกพันเงินบาทกับเงินปอนด์สเตอริงแทน  มาตรการหลายอย่างที่ทรงแก้ไขมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นในเวลาต่อมา

Ref : http://thaimilitary.multiply.com/journal?&=&page_start=0 19/02/2008