รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น

แปลโดย สุดา วิศรุตพิชญ์, น.บ.(เกียรตินิยมอันดับ 2 ) น.บ.ท, น.ม. (ธรรมศาสตร์),LL.M. (Chuo University, Tokyo)
ผู้ตรวจและขัดเกลาภาษา สิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์, B.A., M.A. (Economics) Yokohama National University Japan


            ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การวางรากฐานของการสร้างประเทศญี่ปุ่นใหม่ได้บรรลุแล้วด้วยความเห็นพ้องของประชาชนชาวญี่ปุ่น  และขอรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งจักรวรรดิซึ่งได้รับคำแนะนำของคณะองคมนตรี และความเห็นชอบของสภาแห่งจักรวรรดิตามความในมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญแห่งจักรวรรดิแล้ว จึงขอประกาศใช้ ณ ที่นี้

 

พระปรมาภิไธย    พระราชลัญจกร

วันที่  พฤศจิกายน   ปีโชวะที่  21  (ค.ศ. 1946)

 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ                                             โยชิดะ  ชิเงรุ

รัฐมนตรีทั่วไป                                                                             ชิเดฮารา คิจูโร

รัฐมนตรียุติธรรม                                                                         คิมุระ  โทคุทาโร

รัฐมนตรีมหาดไทย                                                                      โอมุระ  เซอิจิ

รัฐมนตรีศึกษาธิการ                                                                     ทานากะ  โคทาโร

รัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้                                                              วาดะ  ฮิโร

รัฐมนตรีทั่วไป                                                                             ไซโต  ทากาโอะ

รัฐมนตรีสื่อสาร                                                                           ฮิโตสึมัตสึ  ซาดาโยชิ

รัฐมนตรีพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม                                        โฮชิยิมา  นิโร

รัฐมนตรีสาธารณสุข                                                                    คาไว  โยชินาริ

รัฐมนตรีทั่วไป                                                                             อุเอฮารา  เอ็ทสึยิโร

รัฐมนตรีขนส่ง                                                                            ฮิรัตสึกะ  ซึเนยิโร

รัฐมนตรีคลัง                                                                              อิชิบาชิ  ทันซัน

รัฐมนตรีทั่วไป                                                                             คานาโมริ  โทขุยิโร

รัฐมนตรีทั่วไป                                                                             เซน  เคโนสุเกะ

รัฐธรรมนูญประเทศญี่ปุ่น

            ประชาชนชาวญี่ปุ่น โดยการดำเนินการผ่านผู้แทนในรัฐสภาที่ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรม  ได้ตกลงใจแล้วว่าจะรักษาไว้ซึ่งผลแห่งความร่วมมือกับประชาชาติทั้งหลายและความสมบูรณ์พูนสุขอันเป็นผลมาจากเสรีภาพตลอดทั่วอาณาเขตประเทศของเราเพื่อเราและลูกหลานของเรา และจะมิให้เกิดความหายนะของสงครามซึ่งเกิดจากการกระทำของรัฐบาลอีก  ขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน และขอประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้  โดยพื้นฐานแล้วการปกครองประเทศเป็นสิ่งที่เกิดจากความไว้วางใจอย่างแท้จริงของประชาชน โดยอำนาจนั้นมาจากประชาชน การใช้อำนาจกระทำโดยผู้แทนของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์นั้น นี่คือหลักสากลของมนุษยชาติ และรัฐธรรมนูญนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักดังกล่าว เราจะขจัดซึ่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและคำสั่ง ตลอดจนกฤษฎีกาใดๆ ที่ขัดต่อหลักการนี้

            ประชาชนชาวญี่ปุ่นปรารถนาซึ่งสันติภาพอันเป็นนิรันดร์และสำนึกตนอย่างลึกซึ้งต่อ
อุดมการณ์อันสูงส่งที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และได้ตัดสินใจที่จะรักษาไว้ซึ่งความ
ปลอดภัยและการดำรงอยู่ของเรา  โดยเชื่อมั่นต่อความยุติธรรมและความซื่อสัตย์ของประชาชาติ
ทั้งหลาย  เราปรารถนาที่จะอยู่ในฐานะอันมีเกียรติในสังคมนานาชาติที่เพียรพยายามจะรักษาไว้
ซึ่งสันติภาพ และขจัดเผด็จการและความเป็นทาส การกดขี่และความไร้น้ำใจให้พ้นไปจากโลก
อย่างถาวร เราขอยืนยันว่าประชาชนทั่วโลกมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะดำรงอยู่อย่างสันติโดยปลอดพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน

            เราเชื่อมั่นว่า ประเทศใดก็ตาม  จะมุ่งเพียงเรื่องของประเทศตนโดยเพิกเฉยต่อประเทศอื่นมิได้ หากแต่หลักแห่งจริยธรรมทางการเมืองเป็นหลักสากล และการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละประเทศที่ปรารถนาจะรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศตนและความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันกับประเทศอื่น

            ประชาชนชาวญี่ปุ่นของปฏิญาณด้วยเกียรติยศแห่งประเทศชาติว่า จะทำให้บรรลุซึ่ง
อุดมการณ์และวัตถุประสงค์อันสูงส่งนี้โดยเต็มกำลัง

หมวด 1

พระจักรพรรดิ

             มาตรา 1  พระจักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศญี่ปุ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนชาวญี่ปุ่น ฐานะดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเห็นพ้องของประชาชนชาวญี่ปุ่นซึ่งดำรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย

             มาตรา 2  ราชบัลลังก์เป็นสิ่งที่สืบทอดโดยเชื้อสายการสืบราชบัลลังก์ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมนเทียรบาลที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

             มาตรา 3  พระราชกรณียกิจทั้งปวงของพระจักรพรรดิที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐจะต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบต่อการนั้น

             มาตรา 4  พระจักรพรรดิจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐเฉพาะที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และไม่ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจเกี่ยวกับการปกครองประเทศ

             พระจักรพรรดิทรงสามารถมอบหมายพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐดังกล่าวได้ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             มาตรา 5  เมื่อมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในกฎมณเทียรบาล ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐในพระนามของพระจักรพรรดิในกรณีนี้ให้ใช้ความในวรรคแรกของมาตราก่อนมาบังคับโดยอนุโลม

             มาตรา 6   พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยการเสนอชื่อของรัฐสภา

             พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาซึ่งเป็นประธานศาลสูงสุด โดยการเสนอชื่อของคณะรัฐมนตรี

             มาตรา 7  พระจักรพรรดิ โดยคำแนะนำและความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐดังต่อไปนี้เพื่อประชาชน

             1.  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้กฎหมาย คำสั่ง คณะรัฐมนตรี และสนธิสัญญา

             2.  การเรียกประชุมรัฐสภา

             3.  การยุบสภาผู้แทนราษฎร

             4.  การประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกรัฐสภา

             5.  การให้การรับรองการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีรวมทั้งข้าราชการอื่นๆ ตามที่บัญญัติในกฎหมายตลอดจนหนังสือมอบอำนาจและพระราชสาสน์ตราตั้งเอกอัครราชทูตและอัครราชทูต

             6.  การให้การรองรับการนิรโทษกรรมทั่วไป การนิรโทษกรรมเฉพาะบุคคล การลดหย่อนโทษ การอภัยโทษตลอดจนการคืนสิทธิ

             7.  การสถาปนาเกียรติยศและพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

             8.  การให้การรับรองในหนังสือสัตยาบัน รวมทั้งเอกสารทางการทูตอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             9.  การรับเอกอัครราชทูตและอัครราชทูตต่างประเทศ

             10.การประกอบพระราชพิธี

             มาตรา 8  การโอนทรัพย์สินให้แก่ราชสำนัก หรือการที่ราชสำนักรับโอนทรัพย์สินหรือมอบทรัพย์สินให้โดยเสน่หา ต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของรัฐสภา

หมวด 2

การละเว้นซึ่งสงคราม

             มาตรา 9  ประชาชนชาวญี่ปุ่น ปรารถนาอย่างแท้จริงซึ่งสันติภาพระหว่างประเทศซึ่งตั้งอยู่บนฐานแห่งความถูกต้องและความเป็นระเบียบเรียบร้อย และขอละเว้นโดยนิรันดร์ซึ่งสงครามที่ประกาศโดยอำนาจแห่งรัฐและการข่มขู่ด้วยกำลังรบหรือใช้กำลังรบเป็นวิธีการสำหรับระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ

             เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความในวรรคก่อน ห้ามมิให้มีไว้ซึ่งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และกำลังรบอื่นๆ สิทธิในการเข้าร่วมสงครามองประเทศไม่เป็นที่ยอมรับ

หมวด 3

สิทธิและหน้าที่ของประชาชน

             มาตรา 10  เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเป็นประชาชนชาวญี่ปุ่น ให้บัญญัติในกฎหมาย

             มาตรา 11  ประชาชนจะไม่ถูกกีดกันจากการได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทั้งปวง สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญนี้ให้การรับรองต่อประชาชน เป็นสิทธิถาวรอันจะละเมิดมิได้ ซึ่งให้ไว้แก่ประชาชนในปัจจุบันและในอนาคต

             มาตรา 12  เสรีภาพและสิทธิที่รัฐธรรมนูญนี้ให้การคุ้มครองต่อประชาชน ประชาชนต้องพยายามรักษาให้คงไว้อย่างเต็มกำลังโดยสม่ำเสมอ และประชาชนจะใช้ตามอำเภอใจมิได้ หากแต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้เพื่อประโยชน์สุขอันร่วมกันของสาธารณะเสมอ

             มาตรา 13  ประชาชนทุกคนย่อมได้รับการเคารพในฐานะปัจเจกบุคคล สิทธิของประชาชนในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความผาสุกภายในขอบเขตที่ไม่ขัดต่อประโยชน์สุขอันร่วมกันของสาธารณะ ต้องได้รับความเคารพสูงสุดในการออกกฎหมายหรือในการอื่นใดที่เกี่ยวกับการปกครองประเทศ

             มาตรา 14  ประชาชนทุกคน มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย และจะไม่ถูกกีดกันทางความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจหรือสังคม ด้วยเชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา เพศ ฐานะทางสังคมหรือชาติตระกูล

             ขุนนางหรือสิ่งอื่นใดในระบบบรรดาศักดิ์ ไม่เป็นที่ยอมรับ

             การได้รับการเชิดชูเกียรติ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นเกียรติยศไม่ก่อให้เกิดเอกสิทธิ์ใดๆ การได้รับเกียรติยศ ทั้งที่ได้รับในปัจจุบันหรือที่จะได้รับในอนาคต จะมีผลเฉพาะเพียงชั่วคนเดียวของผู้ที่ได้รับนั้น

             มาตรา 15  การคัดเลือกข้าราชการและการให้ข้าราชการออก เป็นสิทธิเฉพาะของประชาชน

             ข้าราชการทั้งหมด คือผู้รับใช้ต่อส่วนรวม มิใช่ผู้รับใช้ของคนเพียงบางส่วน

             ในการเลือกตั้งข้าราชการ การเลือกตั้งทั่วไปโดยผู้บรรลุนิติภาวะเป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง

             ความลับในการลงคะแนนเลือกตั้งทั้งปวงจะละเมิดมิได้ ผู้เลือกตั้งไม่ต้องรับผิดชอบทั้งต่อสาธารณะและโดยส่วนตัวต่อการเลือกดังกล่าว

             มาตรา 16  บุคคลใดก็ตาม ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องร้องทุกข์โดยสันติเพื่อการขอการทดแทนความเสียหาย การถอดถอนข้าราชการ การประกาศใช้ ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมาย คำสั่ง หรือกฎระเบียบ หรือเรื่องอื่นๆ และบุคคลใดก็ตม ย่อมจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติใดๆ จากการที่ได้ร้องทุกข์ดังกล่าว

             มาตรา 17  บุคคลใดก็ตาม เมื่อได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของข้าราชการ สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากรัฐหรือจากองค์กรสาธารณะได้ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             มาตรา 18  บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ต้องถูกหน่วงเหนี่ยวเยี่ยงทาส และจะไม่ถูกกักขังโดยขัดต่อความสมัครใจเว้นแต่กรณีที่เป็นการลงโทษทางอาญา

             มาตรา 19  เสรีภาพทางความคิดและความรู้สำนึกผิดชอบ เป็นสิ่งที่จะละเมิดมิได้

             มาตรา 20  เสรีภาพในการถือศาสนา เป็นสิ่งที่ได้รับการรับรองสำหรับบุคคลทุกคน องค์กรทางศาสนาใดๆ จะขอรับสิทธิ์จากรัฐ หรือใช้อำนาจทางการเมืองมิได้

             บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ถูกบังคับให้เข้าร่วมการปฏิบัติงานฉลอง พิธีกรรมหรือกิจกรรมทางศาสนา

             รัฐและหน่วยงานของรัฐ จะให้การศึกษาทางศาสนาหรือกระทำสิ่งอื่นใดที่เป็นกิจกรรมทางศาสนามิได้็็ 

          มาตรา 21  เสรีภาพในการชุมนุม การรวมกลุ่ม รวมทั้งการพูด การพิมพ์ และสิ่งใดทั้งปวงซึ่งเป็นการแสดงออกเป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง

             การบังคับตรวจแก้ไขจะกระทำมิได้ ความลับในการสื่อสารจะละเมิดมิได้

             มาตรา 22  บุคคลใดก็ตาม ย่อมีเสรีภาพในการตั้งหรือย้ายถิ่นที่อยู่ และเลือกอาชีพ ภายในขอบเขตที่ไม่ขัดประโยชน์สุขอันร่วมกันของสาธารณะ

             บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ถูกละเมิดซึ่งเสรีภาพในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปต่างประเทศหรือการสละสัญชาติ

             มาตรา 23  เสรีภาพในด้านวิชาการ เป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง

             มาตรา 24  การสมรสจะสมบูรณ์เฉพาะเมื่อมีรากฐานจากการเห็นพ้องกันระหว่างสองเพศ และจะต้องได้รับการธำรงไว้ด้วยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย บนพื้นฐานของการมีสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างสามีและภรรยา

             การเลือกคู่สมรส สิทธิในทรัพย์สิน การสืบมรดก การเลือกที่อยู่ การหย่า ตลอดจนการสมรส และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับครอบครัว กฎหมายจะต้องบัญญัติโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้ความเคารพต่อบุคคลและความเท่าเทียมกันโดยพื้นฐานของสองเพศ

             มาตรา 25  ประชาชนทุกคนมีสิทธิการดำรงชีวิตในระดับมาตรฐานขั้นต่ำสุดโดยมีสุขภาพดีและมีวัฒนธรรม

             รัฐต้องพยายามส่งเสริมและปรับปรุงสวัสดิการสังคม การประกันสังคม และการสาธารณสุข ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตทุกๆ ด้าน 

            มาตรา 26  ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันตามความสามารถภายใต้
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย

            ประชาชนทุกคน มีหน้าที่ในการดำเนินการให้บุตรธิดาในการปกครองของตนได้รับการศึกษาขั้นมูลฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย การศึกษาภาคบังคับไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

            มาตรา 27  ประชาชนทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ในการทำงาน

            ระดับมาตรฐานของค่าจ้าง เวลาทำงาน การพักผ่อน และเงื่อนไขในการทำงานอื่นๆ
ให้บัญญัติโดยกฎหมาย

            จะบังคับใช้งานหนักแก่เด็กมิได้

            มาตรา 28  สิทธิในการรวมกลุ่มของคนทำงาน รวมทั้งสิทธิในการเจรจาเป็นกลุ่มและสิ่งอื่นใดที่เป็นการกระทำการเป็นกลุ่ม เป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครอง

            มาตรา 29  สิทธิในทรัพย์สิน จะละเมิดมิได้

            เนื้อหาแห่งสิทธิในทรัพย์สิน ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยให้สอดคล้องกับประโยชน์สุขอันร่วมกันของสาธารณะ

            ทรัพย์สินส่วนบุคคล สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะได้ ภายใต้การชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม

            มาตรา 30  ประชาชนมีหน้าที่เสียภาษีอากร ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

            มาตรา 31  บุคคลใดก็ตาม หากมิได้เป็นไปโดยกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติ ย่อมไม่ถูกริดรอนซึ่งชีวิตและเสรีภาพ หรือต้องรับโทษทางอาญาอื่นๆ

            มาตรา 32  บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ถูกริดรอนซึ่งสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล

            มาตรา 33  บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมผู้มีอำนาจและระบุชัดถึงการกระทำความผิดที่เป็นสาเหตุนั้นเว้นแต่ในกรณีที่ถูกจับกุมเพราะการกระทำความผิดซึ่งหน้า

            มาตรา 34  บุคคลใดก็ตาม จะไม่ถูกกักขังหรือกักกัน หากมิได้รับแจ้งเหตุผลในทันทีและมิได้รับสิทธิในการจัดหาทนายความในทันที นอกจากนี้ บุคคลใดก็ตาม จะไม่ถูกกักกันหากไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมและหากมีการร้องขอจะต้องแสดงเหตุผลดังกล่าวในศาลโดยเปิดเผยซึ่งตัวบุคคลนั้นเองและทนายความของบุคคลนั้นได้เข้าร่วมอยู่ด้วย

            มาตรา 35  บุคคลใดก็ตาม หากไม่มีหมายซึ่งออกโดยเหตุผลอันชอบธรรมและระบุชัดถึงสถานที่ที่จะตรวจค้นและสิ่งของที่จะอายัด สิทธิที่จะไม่ให้เข้าไปในเคหสถาน ไม่ให้ถูกตรวจค้นและอายัดเอกสารและสิ่งของในครอบครอง ย่อมจะไม่ถูกละเมิด เว้นแต่กรณีตามมาตรา 33

            การตรวจค้นและอายัดจะดำเนินการโดยหมายแต่ละประเภท ซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานกระบวนยุติธรรมที่มีอำนาจ

            มาตรา 36  ห้ามมิให้มีการกระทำทรมานและการลงโทษที่โหดร้ายทางอาญาโดยข้าราชการอย่างเด็ดขาด

            มาตรา 37  ในคดีอาญาทั้งปวง ผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีแบบเปิดเผย
ด้วยความรวดเร็ว โดยศาลที่มีความยุติธรรม

            ผู้ต้องหาคดีอาญาย่อมได้รับโอกาสอย่างเพียงพอในการซักถามพยานบุคคลทั้งหมด และ
มีสิทธิที่จะให้เรียกพยานบุคคลสำหรับตนเองโดยวิธีการบังคับ ด้วยค่าใช้จ่ายของทางการ

             ผู้ต้องหาคดีอาญาย่อมสามารถจัดหาทนายความที่มีคุณสมบัติได้ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตนเองรัฐจะเป็นผู้จัดหาให้

            มาตรา 38  บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ถูกบังคับให้ให้การที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง

            การรับสารภาพที่เกิดจากการบังคับ ทรมาน หรือข่มขู่ หรือการรับสารภาพภายหลังจากที่
ถูกกักขังหรือกักกันเป็นเวลานาน ไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้

            บุคคลใดก็ตาม หากมีเพียงคำรับสารภาพของตนเองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองเป็นพยาน
หลักฐานสิ่งเดียว ย่อมไม่อาจถูกพิพากษาว่ามีความผิดหรือถูกลงโทษทางอาญาได้

            มาตรา 39  บุคคลใดก็ตาม ย่อมไม่ต้องรับผิดทางอาญาต่อการกระทำที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะกระทำนั้น หรือการกระทำที่ได้รับการตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิดและย่อมไม่ต้อง
รับผิดทางอาญาซ้ำต่อการกระทำความผิดเดียวกันนั้นอีก

            มาตรา 40  บุคคลใดก็ตาม หลังจากที่ถูกกักขังหรือกักกันแล้ว ต่อมาศาลมีคำพิพากษาว่า
ไม่มีความผิด สามารถเรียกร้องค่าทดแทนจากรัฐได้ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

หมวด 4

รัฐสภา

            มาตรา 41  รัฐสภาเป็นองค์กรสูงสุดแห่งอำนาจรัฐและเป็นองค์กรนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียวของรัฐ

            มาตรา 42  รัฐสภาประกอบด้วยสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

            มาตรา 43  สภาทั้งสองประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งปวง

            จำนวนสมาชิกของสภาทั้งสอง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

            มาตรา 44  คุณสมบัติของสมาชิกสภาทั้งสองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ อย่างไรก็ตามจะเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา เพศ ฐานะทางสังคม เหล่ากำเนิด การศึกษา ทรัพย์สิน หรือรายได้ มิได้

            มาตรา 45  สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดเวลา 4 ปี แต่ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกภาพดังกล่าวย่อมจะสิ้นสุดลง

            มาตรา 46  สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภามีกำหนดเวลา 6 ปี และทุกๆ 3 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่จำนวนครึ่งหนึ่ง

            มาตรา 47  เขตเลือกตั้ง วิธีการลงคะแนน และสิ่งอื่นที่เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกของสภาทั้งสองให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

            มาตรา 48  บุคคลใดก็ตาม จะเป็นสมาชิกของทั้งสองสภาในเวลาเดียวกันมิได้

            มาตรา 49  สมาชิกของสภาทั้งสองจะได้รับเงินรายปีจำนวนหนึ่งจากท้องพระคลัง ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

            มาตรา 50  สมาชิกของสภาทั้งสอง นอกเหนือจากที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายย่อมไม่ถูกจับกุมในระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา สมาชิกที่ถูกจับก่อนหน้าสมัยประชุม หากสภานั้นๆ ร้องขอ จะต้องได้รับการปล่อยตัวในระหว่างสมัยประชุม

            มาตรา 51  สมาชิกของสภาทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดชอบต่อการแถลงอภิปรายหรือการ
ลงมติในสภา กับบุคคลนอกสภา

            มาตรา 52  การประชุมสภาสมัยสามัญของรัฐสภาให้มีการประชุมปีละ 1 สมัย

            มาตรา 53  คณะรัฐมนตรีสามารถกำหนดให้มีการเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญของรัฐสภาได้ หากมีการร้องขอของสมาชิกมีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 1 ใน 4 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาใดสภาหนึ่ง คณะรัฐมนตรีจะต้องกำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาดังกล่าว

            มาตรา 54  เมื่อสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรภายใน 40 วันนับตั้งแต่วันที่ยุบสภา และต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้งดังกล่าว

            เมื่อสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ วุฒิสภาจะปิดสมัยประชุมไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในเวลาที่มีความจำเป็นฉุกเฉินของรัฐ คณะรัฐมนตรีสามารถเรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของ
วุฒิสภาได้

            มาตรการที่นำมาใช้ในการประชุมฉุกเฉินตามวรรคก่อน เป็นมาตรการชั่วคราว หากมิได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรภายใน 10 วัน นับแต่เปิดประชุมสภาสมัยถัดไปของรัฐสภา
ย่อมถือเป็นอันสิ้นผลบังคับ

            มาตรา 55  สภาทั้งสอง อาจตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกในแต่ละสภาของตนได้ อย่างไรก็ตามในการตัดสินให้สมาชิกสูญเสียสมาชิกภาพจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม

            มาตรา 56  สภาทั้งสองจะไม่สามารถดำเนินการเปิดประชุมและลงมติได้ หากไม่มีสมาชิก
ตั้งแต่ 1 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสภาเข้าร่วมประชุม

            การประชุมของสภาทั้งสอง ให้ถือเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเป็นเกณฑ์ในการตัดสินข้อวินิจฉัย เว้นแต่จะได้มีการบัญญัติไว้เป็นพิเศษในรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่เสียงสนับสนุนและคัดค้านเท่ากัน ให้ประธานเป็นผู้ชี้ขาด

             มาตรา 57  การประชุมของสภาทั้งสองให้เป็นการประชุมโดยเปิดเผย อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมมีมติเห็นชอบ จะเปิดประชุมเป็นการประชุมโดยลับก็ได้

             สภาทั้งสองจะเก็บรักษาบันทึกรายงานการประชุมของแต่ละสภาไว้ และต้องเปิดเผยและเผยแพร่ต่อสาธารณะ เว้นแต่สิ่งที่เป็นที่ยอมรับในบันทึกของการประชุมโดยลับนั้นว่าจำเป็นต้องให้เก็บเป็นความลับพิเศษ

             หากสมาชิกตั้งแต่ 1 ใน 5 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมร้องขอ จะต้องบันทึกการลงมติของสมาชิกแต่ละคนในบันทึกรายงานการประชุมนั้นด้วย

             มาตรา 58  สภาทั้งสองจะเลือกประธานสภาและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของแต่ละสภา

             สภาทั้งสองจะกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุมและขั้นตอนปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งระเบียบภายในของตน และสามารถลงโทษสมาชิกที่ฝ่าฝืนระเบียบเพื่อความสงบเรียบร้อยภายในสภาได้ อย่างไรก็ตาม การให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพจำเป็นต้องได้รับมติเสียงข้างมากจากสมาชิกตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม

             มาตรา 59  ร่างกฎหมายจะเป็นกฎหมายเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาทั้งสองแล้ว เว้นแต่จะได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในรัฐธรรมนูญนี้

             ร่างกฎหมายมิได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ได้รับมติที่แตกต่างไปจากวุฒิสภา เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม จะมีผลบังคับเป็นกฎหมาย

             บทบัญญัติในวรรคก่อน ไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สภาผู้แทนราษฎรจะร้องขอให้เปิดการประชุมร่วมกันของทั้งสองสภา ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             หลังจากวุฒิสภาได้รับร่างกฎหมายที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากไม่มีมติภายใน 60 วัน ทั้งนี้โดยไม่นับช่วงเวลาที่รัฐสภาปิดสมัยประชุม ให้สภาผู้แทนราษฎรถือว่าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายดังกล่าวได้

             มาตรา 60  งบประมาณ ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน

             ในเรื่องของงบประมาณ หากวุฒิสภามีมติแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อได้เปิดประชุมร่วมกันของทั้งสองสภาตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว ยังคงไม่สามารถได้ความเห็นที่พ้องต้องกันอีก หรือหลังจากที่วุฒิสภาได้รับงบประมาณที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วไม่ลงมติภายใน 30 วัน ทั้งนี้โดยไม่นับช่วงเวลาที่รัฐสภาปิดสมัยประชุม ให้ถือเอามติของสภาผู้แทนราษฎรเป็นมติของรัฐสภา

             มาตรา 61  การที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอันเป็นความจำเป็นต่อการทำสนธิสัญญานั้น ให้นำบทบัญญัติในวรรค 2 ของมาตราก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม

             มาตรา 62  สภาทั้งสองต่างดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับการบริหารประเทศและเพื่อการดังกล่าว ให้สามารถร้องขอให้พยานบุคคลมาปรากฏตัวและให้การ ตลอดจนเสนอหลักฐานบันทึกเอกสารต่างๆ ได้

             มาตรา 63  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตีอื่นๆ ไม่ว่าจะมีสมาชิกภาพในสภาทั้งสองหรือไม่ก็ตาม สามารถเข้าร่วมการประชุมเพื่อแถลงเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาได้ทุกเมื่อ นอกจากนั้น หากได้รับการร้องขอให้เข้าร่วมประชุมเพื่อให้คำตอบหรือชี้แจง จะต้องเข้าร่วมประชุมด้วย

             มาตรา 64  ให้รัฐสภาจัดตั้งศาลวินัยธร1 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกของสภาทั้งสองทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอให้ถอดถอนผู้พิพากษาออกจากตำแหน่ง

             วิธีพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ


หมวด 5

คณะรัฐมนตรี

             มาตรา 65  อำนาจบริหารอยู่ที่คณะรัฐมนตรี

             มาตรา 66  คณะรัฐมนตรี ประกอบขึ้นด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะและรัฐมนตรีอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆ ต้องเป็นพลเรือน

             คณะรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจบริหาร

             มาตรา 67  นายกรัฐมนตรี ให้เสนอชื่อจากบุคคลที่เป็นสมาชิกรัฐสภาโดยการลงมติของรัฐสภา การเสนอชื่อนี้ให้กระทำก่อนบัญญัติอื่นๆ ทั้งหมด

             ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีมติแตกต่างกันในการเสนอชื่อ และเมื่อได้เปิดประชุมร่วมกันของทั้งสองสภาตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว ยังคงไม่สามารถได้ความเห็นที่พ้องต้องกันอีก หรือหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติในการเสนอชื่อแล้ว วุฒิสภาไม่ลงมติในการเสนอชื่อภายใน 10 วัน ทั้งนี้โดยไม่นับช่วงเวลาที่รัฐสภาปิดสมัยประชุม ให้ถือเอามติของสภาผู้แทนราษฎรเป็นมติของรัฐสภา

             มาตรา 68  ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีอย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมดจะต้องเลือกจากสมาชิกรัฐสภา

             นายกรัฐมนตรีสามารถถอดถอนรัฐมนสตรีได้ตามที่ต้องการ

             มาตรา 69  ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีการลงมติรับรองบัญญัติไม่ไว้วางใจ หรือมีการลงมติไม่รับรองญัตติไว้วางใจ และไม่ได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 10 วัน

             มาตรา 70  เมื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง หรือเมื่อได้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปของสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

             มาตรา 71  เมื่อมีกรณีตามที่บัญญัติไว้ในสองมาตราก่อน ให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

             มาตรา 72  นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนของคณะรัฐมนตรีในการเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา รายงานเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและความสัมพันธ์ทางการทูตต่อรัฐสภา รวมทั้งกำกับดูแลหน่วยงานบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด

             มาตรา 73  นอกเหนือจากหน้าที่ด้านการบริหารทั่วไปแล้ว คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้

             1.     บังคับใช้กฎหมายด้วยความซื่อสัตย์ และดำเนินการบริหารราชการแผ่นดิน

             2.     ดำเนินการด้านความสัมพันธ์ทางการทูต

             3.     ทำสนธิสัญญา อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นการล่วงหน้าหรือภายหลังการทำสนธิสัญญาดังกล่าว แล้วแต่กรณี

             4.     บริหารงานเกี่ยวกับข้าราชการตามมาตรฐานที่กฎหมายบัญญัติ

   5.      จัดทำงบประมาณเสนอต่อรัฐสภา

   6.      ออกคำสั่งคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อย่างไรก็ตามในคำสั่งคณะรัฐมนตรีจะกำหนดบทลงโทษมิได้ เว้นแต่กฎหมายดังกล่าวจะได้ให้อำนาจไว้

   7.      ตัดสินการนิรโทษกรรมทั่วไป การนิรโทษกรรมเฉพาะบุคคล การลดหย่อน การอภัยโทษตลอดการคืนสิทธิ

มาตรา 74  กฎหมายและคำสั่งของคณะรัฐมนตรีทั้งหมด รัฐมนตรีที่รับผิดชอบต้องเป็นผู้ลงนามและนายกรัฐมนตรีต้องลงนามร่วม

มาตรา 75  รัฐมนตรีจะไม่ถูกฟ้องร้องในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง หากมิได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีอย่างไรก็ตาม สิทธิในการฟ้องร้องย่อมไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยเหตุนี้

หมวด 6

ตุลาการ

มาตรา 76  อำนาจตุลาการทั้งหมด อยู่ที่ศาลสูงสุด และศาลล่างซึ่งจัดตั้งขึ้นตามที่บัญญัติในกฎหมาย

ศาลพิเศษจะจัดตั้งขึ้นมิได้ องค์กรฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอันมีผลเป็นที่สุด

ผู้พิพากษาทั้งหมด ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระด้วยจิตสำนึกที่ดี และมีภาระผูกพันเพียงเฉพาะต่อรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมายเท่านั้น

มาตรา 77  ศาลสูงสุด มีอำนาจในการกำหนดข้อความบังคับในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการในการฟ้องร้องคดี ทนายความระเบียบข้อบังคับภายในศาล และการบริหารงานตุลาการ

พนักงานอัยการต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ศาลสูงสุดกำหนดขึ้น

ศาลสูงสุดสามารถมอบอำนาจในการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับศาลล่างดำเนินการได้

มาตรา 78  ผู้พิพากษาย่อมไม่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งหากมิใช้ด้วยการขับไล่ของประชาชน เว้นแต่กรณีที่ถูกศาลพิพากษาว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากความพิการทางร่างกายหรือจิตใจ การลงโทษผู้พิพากษาเนื่องจากการกระทำความผิด จะดำเนินการโดยองค์กรฝ่ายบริหารมิได้

มาตรา 79 ศาลสูงสุด ประกอบขึ้นด้วยผู้พิพากษาซึ่งเป็นประธานและคณะผู้พิพากษาอื่น ๆ ตามจำนวนที่บัญญัติโดยกฎหมาย ผู้พิพากษาดังกล่าวยกเว้นผู้พิพากษาซึ่งเป็นประธาน คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง

การแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุด ให้สอบถามและขอความเห็นชอบจากประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปขอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังการแต่งตั้งนั้น นับเวลาจากนั้นอีก 10 ปี ให้สอบถามและขอความเห็นชอบจากประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกหลังจากนั้นอีก และภายหลังจากนั้นให้ดำเนินการด้วยวิธีเดียวกันนั้นอีก

กรณีตามวรรคก่อน หากเสียงข้างมากของผู้ลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนผู้พิพากษาคนใด ผู้พิพากษาคนนั้นย่อมถูกถอดถอน

ข้อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสอบถามและขอความเห็นชอบ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ผู้พิพากษาของศาลสูงสุด จะเกษียณอายุราชการเมื่อถึงอายุตามที่กฎหมายบัญญัติ

ผู้พิพากษาของศาลสูงสุดทั้งหมด จะได้รับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งเป็นประจำตามกำหนดเวลา ค่าตอบแทนดังกล่าวจะถูกลดจำนวนลงมิได้ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

มาตรา 80  ผู้พิพากษาของศาลล่าง คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่ศาลสูงสุดเสนอ ผู้พิพากษาดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่ง 10 ปี และอาจถูกแต่งตั้งซ้ำอีกได้ แต่จะเกษียณอายุราชการเมื่อถึงอายุตามที่กฎหมายบัญญัติ

ผู้พิพากษาของศาลล่างทั้งหมด จะได้รับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งเป็นประจำตามกำหนดเวลา ค่าตอบแทนดังกล่าวจะถูกลดจำนวนลงมิได้ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

มาตรา 81  ศาลสูงสุดเป็นศาลขั้นสุดท้ายซึ่งมีอำนาจในการตัดสินให้เป็นที่สุดว่ากฎหมาย คำสั่ง กฎข้อบังคับ หรือการดำเนินการใด ๆ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

มาตรา 82  การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ให้ดำเนินการในศาลโดยเปิดเผย

เมื่อผู้พิพากษาทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่ากรณีจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของสาธารณชน ศาลอาจดำเนินการพิจารณาคดีโดยไม่เปิดเผยได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดทางการเมือง ความผิดที่เกี่ยวกับการพิมพ์ หรือคดีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยหมวด 3 แห่งรัฐธรรมนูญนี้ จะต้องกระทำโดยเปิดเผยเสมอ

หมวด 7

การคลัง

มาตรา 83  อำนาจในการบริหารการคลังของรัฐ จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของรัฐสภา

มาตรา 84  การเรียกเก็บภาษีอากรแบบใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงภาษีอากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 85  การใช้จ่ายเงินของรัฐ หรือการก่อภาระหนี้แก่รัฐ จำเป็นต้องเป็นไปตามมติของรัฐสภา

มาตรา 86  คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำงบประมาณของทุกปีงบประมาณเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรับการพิจารณาและขอมติ

มาตรา 87  เพื่อเป็นการสมทบให้กับงบประมาณที่ประมาณการได้ยากและซึ่งเป็นประมาณการไว้ไม่เพียงพอ อาจมีการจัดตั้งเงินค่าใช้จ่ายสำรองขึ้นโดยมติของรัฐสภาได้ และให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการใช้จ่ายเงินนี้

การใช้เงินค่าใช้จ่ายสำรองทั้งปวง คณะรัฐมนตรีจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาภายหลังจากการใช้ด้วย

มาตรา 88  ทรัพย์สินทั้งปวงของราชสำนักเป็นของรัฐ ค่าใช้จ่ายทั้งปวงของราชสำนักต้องประมาณการไว้ในงบประมาณและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

             มาตรา 89 เงินแผ่นดินและทรัพย์สินอื่นๆ ของราชการจะใช้จ่ายหรือจัดสรรเพื่อการใช้
การแสวงหาผลประโยชน์หรือการบำรุงรักษา ให้แก่องค์กรหรือกลุ่มทางศาสนาหรือกิจกรรมทางการกุศล การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์ที่มิได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของราชการมิได้

             มาตรา 90  บัญชีรายรับและรายจ่ายของรัฐทั้งหมด สำนักงานตรวจสอบบัญชีต้องทำการตรวจสอบทุกปี คณะรัฐมนตรีต้องนำบัญชีดังกล่าวพร้อมรายงานการตรวจสอบบัญชีเสนอต่อรัฐสภาในปีงบประมาณถัดไป

             โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

             มาตรา 91  คณะรัฐมนตรีต้องรายงานสภาวะการคลังของรัฐต่อรัฐสภาและประชาชนเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

หมวด 8

การปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น

             มาตรา 92  ข้อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างและการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติโดยให้สอดคล้องกับหลักแห่งการปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น

             มาตรา 93  ให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จัดตั้งสภาขึ้นเป็นองค์กรสำหรับการประชุมเรื่องต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

             หัวหน้าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นรวมทั้งเจ้าพนักงานอื่นๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้ประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้นๆ เป็นผู้เลือกตั้งโดยตรง

             มาตรา 94  องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินและบริหารงานธุรการขององค์กร ตลอดจนบริหารราชการ และสามารถประกาศใช้ข้อบังคับต่างๆ ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้ได้

             มาตรา 95 กฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับเฉพาะกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง หากมิได้รับความเห็นชอบเกินกว่ากึ่งหนึ่งในการลงคะแนนเสียงของประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นๆ รัฐสภาจะประกาศใช้กฎหมายนั้นมิได้

หมวด 9

การแก้ไข

             มาตรา 96  การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อสมาชิกมีจำนวนตั้งแต่ 2 ใน 3 ขึ้นไปของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมดของแต่ละสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้รัฐสภาจัดทำร่างเสนอต่อประชาชนเพื่อให้ประชาชนให้การรับรอง การให้การรับรองนี้ต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งจากการลงคะแนนในการลงประชามติพิเศษหรือการลงคะแนนในการเลือกตั้งซึ่งรัฐสภาเป็นผู้กำหนด

             เมื่อได้รับการรับรองเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวรรคก่อนแล้ว พระจักรพรรดิ ในนามของประชาชน จะทรงประกาศใช้โดยพลัน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้

หมวด 10

กฎหมายสูงสุด

             มาตรา 97  สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานซึ่งรัฐธรรมนูญนี้ให้การคุ้มครอง เป็นผลจากความพยายามเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพเป็นเวลานานปีของมวลมนุษย์ สิทธิเหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบเป็นจำนวนมากในอดีต และเป็นสิ่งที่ได้รับการไว้วางใจจากประชาชนในปัจจุบันและอนาคตว่าเป็นสิทธิอันเป็นนิรันดรที่จะล่วงละเมิดมิได้

             มาตรา 98  รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ กฎหมาย คำสั่ง กฤษฎีกา และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด หากขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ย่อมไม่มีผลบังคับ

             สนธิสัญญาที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทำไว้และกฎหมายที่ญี่ปุ่นได้ทำไว้ระหว่างประเทศ ต้องได้รับความเชื่อถือและเคารพอย่างซื่อสัตย์

             มาตรา 99  พระจักรพรรดิหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา
ผู้พิพากษาหรือข้าราชการอื่นๆ มีหน้าที่ต้องเคารพและปกป้องรัฐธรรมนูญนี้

หมวด 11

บทบัญญัติเสริม

             มาตรา 100  รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันพ้นกำหนดเวลา 6 เดือน นับจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป

             การออกฎหมายที่จำเป็นต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและวิธีการเรียกประชุมรัฐสภาตลอดจนขั้นตอนการเตรียมการที่จำเป็นสำหรับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ สามารถดำเนินการได้ก่อนกำหนดเวลาตามวรรคก่อน

             มาตรา 101  เมื่อเริ่มบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ ตราบใดที่ยังมิได้มีการจัดตั้งวุฒิสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นรัฐสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นรัฐสภา จนกว่าวุฒิสภาจะจัดตั้งขึ้น

             มาตรา 102  ให้สมาชิกจำนวนครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้มีอายุสมาชิกภาพ 3 ปี การกำหนดตัวสมาชิกดังกล่าวให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

             มาตรา 103  ให้รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้พิพากษาที่อยู่ในตำแหน่งเมื่อเริ่มบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ตลอดจนข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งตรงกับตำแหน่งที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่สูญเสียตำแหน่งของตนจากผลของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผู้รับหน้าที่ต่อแล้ว ย่อมต้องสูญเสียตำแหน่งนั้นๆ ไป


1  หมายถึง “Court of Impeachment” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ศัพท์ภาษาไทยเรียกว่าอย่างไร จึงเรียกศาลที่ทำหน้าที่พิจารณาความผิดของผู้พิพากษาที่ถูกร้องเรียนให้ถอดถอนว่า “ศาลวินัยธร”

** ขอขอบคุณ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เอกสารต้นฉบับคำแปลรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่นฉบับนี้ และ คุณจิตรารัตน์ พันธ์พิจิตร ที่อำนวยความสะดวกในการประสานงานจัดหาเอกสารนี้


ที่มา: สุดา วิศรุตพิชญ์,ผู้แปล. สิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์,ผู้ตรวจและขัดเกลาภาษา. รัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2541.

Ref : http://www5.nesac.go.th/about/Japan_constitution_TH.php 08/06/2008