การเมือง การปกครอง ของ อินเดีย

26 มกราคม ค.ศ. 1950 อินเดียได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก และเป็นฉบับเดียวที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ รัฐธรรมนูญของอินเดียได้ประกาศให้ประเทศอินเดียเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย(Socialist Secular Democratic Republic) มีการปกครองระบบรัฐสภา แยกอำนาจอธิปไตยเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจอยู่ที่รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย

1. โลกสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนอินเดียทั่วประเทศ ในอัตราส่วน 1.5 ล้านคนต่อผู้แทน 1 คน
2. ราชสภา คือ วุฒิสภาหรือสภาสูง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากตัวแทนรัฐ และดินแดนสหภาพต่าง ๆ จำนวน 250 คน และตัวแทนอาชีพอิสระพิเศษอีก 12 คน ซึ่งเสนอชื่อและแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี 1 ใน 3 ของสมาชิกราชสภา จะครบวาระลงในทุก ๆ 2 ปี

นอกจากรัฐสภาที่เป็นผู้ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติแทนประชาชนอินเดียแล้ว ยังมีสภานิติบัญญัติแห่งรัฐในรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติแทนประชาชนในรัฐนั้น สภานิติบัญญัติแห่งรัฐในบางรัฐ เช่น อันธรประเทศ ทมิฬนาฑู อุตรประเทศ มีรูปแบบของสภานิติบัญญัติคล้าย ๆ กับส่วนกลาง คือ มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในบางรัฐมีสภานิติบัญญัติเป็นแบบสภาเดียว ที่เลือกตั้งจากประชาชน

รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย พิจารณาอนุมัติ พ.ร.บ. งบประมาณแผ่นดิน ที่เสนอโดยรัฐบาล และมีอำนาจตรวจสอบ ปลดประธานาธิบดีได้ก่อนครบวาระ

พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน เป็นอำนาจของโลกสภาเท่านั้นในการอนุมัติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด ได้ขยายวาระของสมาชิกโลกสภาและสภาแห่งรัฐจาก 5 ปี เป็น 6 ปี

ฝ่ายบริหาร อำนาจในการบริหารอยู่ในมือของรัฐบาล ซึ่งอำนาจในฝ่ายบริหารถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง ได้แก่ กิจการด้านกลาโหม ต่างประเทศ การคลัง คมนาคม และส่วนรัฐ ได้แก่ กิจการด้านการเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข เป็นต้น รัฐบาลกลางมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า เป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารกิจการส่วนกลาง

นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมาจากโลกสภา โดยสมาชิกส่วนข้างมากจะเป็นผู้เลือกสมาชิกผู้หนึ่งขึ้นมา แล้วเสนอให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนคณะรัฐมนตรีอาจจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ แต่ต้องได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกโลกสภาใน 6 เดือน หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี มิฉะนั้น ความเป็นรัฐมนตรีจะต้องสิ้นสุดลง

รัฐบาลแห่งรัฐ มีมุขมนตรีเป็นหัวหน้า เป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารกิจการส่วนรัฐ มุขมนตรีและคณะมนตรีมาจากรัฐสภาแห่งรัฐ โดยสมาชิกส่วนข้างมากของรัฐสภาแห่งรัฐ เป็นผู้เลือกและจัดตั้งคณะมนตรี คล้าย ๆ กับการจัดตั้งรัฐบาลกลาง โดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งตามข้อเสนอของสภา

ฝ่ายตุลาการ มีประธานศาลฎีกาเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด อำนาจฝ่ายตุลาการเป็นอำนาจรวม ไม่แยกเป็นส่วนกลางและส่วนรัฐ แต่ถูกกระจายออกไปเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ และศาลสูง

ประธานาธิบดี คือ บุคคลที่มีสถานภาพเป็นประมุขของชาติ เป็นผู้ใช้อำนาจทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ใช้อำนาจผ่านรัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งรัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้อำนาจผ่านรัฐสภาและสภาแห่งรัฐ ฝ่ายตุลาการ ใช้อำนาจผ่านศาลสถิตยุติธรรม โดยโครงสร้างอำนาจเช่นนี้ ประธานาธิบดีจึงมีอำนาจเหนือผู้นำทั้ง 3 ฝ่าย และมีอำนาจปลดผู้นำทั้ง 3 ฝ่ายได้ โดยการประกาศยุบโลกสภาและสภาแห่งรัฐ และปลดประธานศาลฎีกาก่อนครบวาระได้

แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้มีอำนาจจริง ๆ คือ นายกรัฐมนตรี เพราะคนที่ไปดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คือ บุคคลที่ถูกเลือกโดยนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีคือ ผู้นำพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในโลกสภา ที่มีกลไกควบคุมรัฐสภาและสภาแห่งรัฐได้อยู่แล้วในภาคปฏิบัติที่เป็นเช่นนี้เพราะประธานาธิบดีถูกเลือกโดยสมาชิกรัฐสภาและสภาแห่งรัฐ

ระบบการเมืองของอินเดีย มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของหลักการและวิธีการ เพราะเป็นการผสมผสานลักษณะต่าง ๆ ของระบบการเมืองจากทั่วโลกให้มาปรากฎอยู่ในอินเดีย และอินเดียเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด และมีความหลากหลายซับซ้อนมากที่สุด แต่อินเดียก็ยังคงสภาพความเป็นประชาธิปไตยไว้ได้อย่างน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

Ref : www.midnightuniv.org