อำนาจอธิปไตย              

ความหมายและเจ้าของอำนาจอธิปไตย

                   คำว่า “ อำนาจ” หมายถึงความสามารถที่จะปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามพจนานุกรมกฎหมายของต่างประเทศแยกคำว่าอำนาจออกเป็นสองคำคือ “Power” และ “Authority” โดยถือว่า Power คือสิทธิหรือความสามารถที่จะทำการหรืองดเว้นทำการใดได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วน Authority คืออำนาจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ความแตกต่างระหว่างคำสองคำนี้ปรากฎชัดในกฎหมายเอกชนและกฎหมายระหว่างประเทศมากกว่าในกฎหมายมหาชน เพราะเมื่อพูดถึงอำนาจนิติบัญญัติในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ควรถือว่าเป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนจึงเป็น Authority มากกว่า Power แต่ก็ใช้ Power กันทั่วไป

                   อำนาจเป็นสิ่งสำคัญในทางการเมือง ดังที่กล่าวกันในทางรัฐศาสตร์ว่า “ การเมืองมิใช่สิ่งใดแต่เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจ” เมื่อกฎหมายมหาชนรับเอาคำว่าอำนาจมาใช้ ก็ให้ความหมายสำคัญแก่คำนี้เป็นพิเศษ และถือว่าเป็นสิทธิหรือความสามารถอันยิ่งใหญ่ที่จะบังคับเอาแก่ผู้อื่นได้ดังที่กล่าวกันว่ากฎหมายมหาชนเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐบังคับเอาแก่ราษฎร จนกระทั่งในระยะหลังนับแต่ศตวรรษที่ 12-13 เป็นต้นมา เมื่อมีการรื้อฟื้นแนวความคิดกฎหมายมหาชนใหม่ในยุโรปและถือว่าราษฎรก็มีอำนาจตามกฎหมายมหาชนที่จะเรียกร้องหรือบังคับเอาแก่รัฐได้ คำว่าอำนาจก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบกำกับด้วยคือแม้รัฐจะมีอำนาจบังคับเอาแก่ราษฎรแต่ก็เป็นอำนาจที่มีหน้าที่ควบคู่ด้วย ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการพูดถึงการแบ่งแยกอำนาจก็มักจะพูดถึงการแบ่งแยกหน้าที่ควบคู่ไปด้วย

                    ส่วนคำว่าอำนาจอธิปไตยนั้น ในทางกฎหมายมหาชนถือว่าเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หรืออำนาจที่แสดงความเป็นเจ้าของประเทศนั่นเอง และถือว่าเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของรัฐหรือเป็นองค์ประกอบแสดงว่าดินแดนและประชากรก็เพราะขาดอำนาจสูงสุดในการปกครองตนเองแนวความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยน่าจะพัฒนามาพร้อมกับแนวความคิดในกฎหมายเอกชนเรื่องกรรมสิทธิ์ (Ownership) เช่น เราพูดกันว่า นายดำเป็นเจ้าของปากกา นายเขียวเป็นเจ้าของบ้าน นายฟ้าเป็นเจ้าของรถยนต์ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินใดย่อมมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน ได้ดอกผลของทรัพย์นั้น ใช้สอยติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิ หรือขัดขวางไม่ให้ผู้ใดสอดเข้าเกี่ยวข้อง แต่พอพูดถึงประเทศหรือดินแดนทั้งหมดของรัฐ เราจะพูดถึงเจ้าของคนใดคนหนึ่งไม่ได้เสียแล้ว แม้จะหาตัวผู้เป็นเจ้าของที่ดินทั้งประเทศได้ เช่น ประเทศ ก. มีเนื้อที่ 3,000 ไร่ นายดำเป็นเจ้าของที่ดิน 1,00 ไร่ นายขาวและนายฟ้า เพราะในประเทศนี้นอกจากเนื้อที่ 3,000 ไร่แล้ว ยังประกอบด้วยประชาชนและวิถีชีวิตของประชาชนมากหน้าหลายตาเหล่านั้นอีกด้วย ปัญหาต่อไปจึงมีว่าใครเป็นเจ้าของรัฐหรือประเทศซึ่งสามารถใช้อำนาจความเป็นเจ้าของนี้ “ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการได้โดยชอบ” คือบังคับเอาแก่ดินแดน ประชาชน และกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนได้อย่างกับผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเอกชน ซึ่งในทางกฎหมายมหาชนเรียกอำนาจในทำนองกรรมสิทธิ์นี้ว่า “ อำนาจอธิปไตย” (Sovereignty) อย่างไรก็ตามคำว่า อำนาจอธิปไตยนี้เพิ่งจะเรียกกันในสมัย ศตวรรษที่ 16 นี่เอง แต่เดิมเคยเรียกกันว่า “ อำนาจสูงสุด” (Supremacy) มาก่อน เช่น มีการกล่าวถึง ความมีอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า ความมีอำนาจสูงสุดของพระสันตปาปา ความมีอำนาจสูงสุดของกษัตริย์

                   ปัญหาที่ว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด หรืออำนาจอธิปไตยในรัฐได้มีผู้พยายามตอบมาแล้ว แต่เนื่องจากในสมัยแรกๆ การที่จะระบุพรมแดนหรือแบ่งแยกว่านี้เป็นรัฐ ก . นี่เป็นรัฐ ข. เป็นเรื่องยาก อำนาจอธิปไตยจึงแผ่ขยายไปทั่วและมีลักษณะเป็นสากล กล่าวคือผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นคนเดียวกับเจ้าของโลก เมื่อมาถึงจุดนี้ คำตอบจึงเป็นอย่างเดียวกับคำตอบในทางศาสนาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 16 เมื่อความคิดเรื่องรัฐใครรัฐมันชัดเจนขึ้น มีพรมแดนรัฐแน่ชัดมีกษัตริย์ผู้ปกครองรัฐเป็นสัดส่วน และอิทธิพลของคริสต์ศาสนาเสื่อมลง ความคิดเรื่องจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมุ่งประสงค์รวมประเทศทั้งหลายเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกันเสื่อมลง อำนาจอธิปไตยจึงกลายเป็นเรื่องของแต่ละรัฐที่จะหาคำตอบหาเจ้าของกันเอง ซึ่งขออธิบายวิวัฒนาการของการอ้างความเป็นเจ้าของอำนาจดังกล่าวดังนี้

ทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย

  • ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า

                    ปรัชญาเมธีฝ่ายกฎหมายธรรมชาติได้อ้างทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า (The Supremacy of God) มาตั้งแต่นักบุญออกัสติน โดยอ้างว่า บรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงย่อมอยู่ใต้คำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ข้อนี้เห็นจะเทียบได้กับเรื่อง “ พรหมลิขิต” ตามคตินิยมแบบฮินดูหรืออาจจะเรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของพระผู้เป็นเจ้าก็ว่าได้

                    อย่างไรก็ตาม นักเทววิทยาอ้างว่า ทฤษฎีเช่นว่านี้มีรากฐานความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการนับถือผีสางเทวดา (theism) โดยมนุษย์รู้จักกันว่าจะต้องมีสิ่งสูงสุดสิ่งหนึ่งคอยดลบันดาลปรากฎการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ และลิขิตความเป็นไปของชีวิตมนุษย์กล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์เกิดจากลิขิตของสิ่งนั้น มนุษย์อยู่ใต้ลิขิตของสิ่งนั้น และมนุษย์จะต้องกลับไปหาสิ่งที่ลิขิตชีวิตคนในบั้นปลาย ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการอยู่เป็นหมู่เหล่า มีผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปเป็นว่าผู้ปกครองได้อำนาจบังคับบัญชามาจากสิ่งสูงสุดนั้นเช่นพระเจ้าฟาโรห์แห่งอียิปต์ และพระเจ้าจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้อำนาจปกครองมาจากพระสุริยเทพเป็นต้น

                   ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิกเจริญรุ่งเรืองขึ้นในตอนต้นสมัยกลางศาสนาจักรเรืองอำนาจมากเหนืออาณาจักรทั้งปวงในยุโรป และมีการอ้างอิงว่า กฎหมายธรรมชาติเป็นอันเนื่องอันเดียวกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ ธรรมชาติ” (nature) ที่ว่านั้นคือ พระผู้เป็นเจ้าในคริสต์ศาสนา (God) นั่นเอง ลัทธิอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าก็เริ่มเป็นที่กล่าวอ้างกันทั่วไปอย่างกว้างขวาง จนลบล้างทฤษฎีอื่นใดในขณะนั้นโดยสิ้นเชิง จนกล่าวได้ว่า เมื่อพูดถึงทฤษฎีนี้ก็ต้อง หมายถึงทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าในทางคริสต์ศาสนาเท่านั้นหาใช่พระผู้เป็นเจ้าองค์อื่นไม่

                       
  • ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระสันตปาปา

                   ในขณะที่นักบุญออกัสติน พระสันตปาปาเกรกอรี่ที่ 7 และปรัชญาเมธี ในเวลาต่อมา เช่น จอห์นแห่งซอลสเบอรี่และนักบุญโธมัส อไควนัส กล่าวอ้างทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระเป็นเจ้านั่นเอง ปรัชญาเมธีเหล่านี้ต่างก็ได้วางรากฐานทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระสันตปาปา (The Supermacy of the Pope) เคียงคู่กันตลอดมาด้วยความมุ่งหมายว่าจะสร้างฐานแห่งอำนาจของฝ่ายศาสนจักรเหนือฝ่ายอาณาจักรโดยเด็ดขาด นักปรัชญาฝ่ายคริสต์ศาสนาในสมัยกลางได้อ้างว่า ในทุกเวลาและในทุกสถานที่ จึงได้เลือกให้พระบุตร หรือพระเยซู (Jesus Christ) มาไถ่บาปมนุษย์แทน เพื่อต่อจากนั้นไปมนุษย์จะได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์อิสระ (free will) ของตนได้ ต่อมาพระบุตรได้เลือกสาวกคนสำคัญคือ นักบุญปีเตอร์ (Saint Peter) ให้เป็นผู้ปกครองดูแลคริสต์ศาสนิกชนทั้งหลายในโลกสืบต่อจากพระองค์ ซึ่งในที่สุดนักบุญปีเตอร์ได้มอบอำนาจให้พระสันตปาปาองค์ต่อๆ มา รับภาระนี้สืบต่อไปอย่างไม่ขาดสาย ฉะนั้น พระสันตปาปาจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางฝ่ายศาสนจักร และโดยเหตที่ศาสนจักรเป็นใหญ่เหนือฝ่ายอาณาจักรพระสันตปาปาจึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง จะเป็นรองก็แต่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นแม้แต่สมณสาส์น หรือพระบัญชาของพระสันตปาปา ก็จัดว่าเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Lex divina) และมีลำดับศักดิ์สูงกว่ากฎหมายของกษัตริย์ทั้งหลาย (Lx humana) ข้อที่น่าสังเกตคือทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีแรกที่ระบุให้รัฎฐาธิปัตย์ (Sovereign) หรือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเป็นคนธรรมดา

  • ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของกษัตริย์

                    นับแต่ปลายสมัยกลางเป็นต้นมา ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของพระสันตปาปาก็เสื่อมความนิยมลง เพราะทางฝ่ายอาณาจักรแข็งแกร่งขึ้นมากจนสามารถตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่สำนักพระสันตปาปาอีกต่อไป ทฤษฎีใหม่ที่นิยมกันในขณะนั้นคือ ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของกษัตริย์ (The Supremacy of the King) โดยถือว่ากษัตริย์เป็นรัฎฐาธิปัตย์ (Sovereign) หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ

                   บุคคลแรกที่ใช้คำว่า “ อำนาจอธิปไตย” ในความหมายทางการเมืองดังที่เข้าใจในปัจจุบัน คือ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสชื่อ โบแดง (Jean Bodin) สาเหตุที่มีการใช้คำนี้ก็คือ ในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสได้ต่อสู้ขับเคี่ยวกับศาสนจักรอย่างดุเดือดและได้พยายามทุกวิถีทางที่จะลดอำนาจของพระสันตปาปา โบแดงเป็นฝ่ายของพระมหากษัตริย์ จึงได้คิดทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อลดอำนาจของพระสันตปาปา และเชิดชูอำนาจของพระมหากษัตริย์ขึ้นแทนที่ ทฤษฎีนั้นเดิมทีรู้จักกันว่า “ ทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุดของกษัตริย์” แต่โบแดงกลับเรียกเสียใหม่ว่า “ ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตย” (Theory of sovereignty) โดยใช้คำเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “souverainete” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า “superanus” ใน พ. ศ. 2119 โบแดงได้เรียบเรียงวรรณกรรมสำคัญชื่อ “ วรรณกรรม 6 เล่ม ว่าด้วยรัฐ” (Six Books Concerning the State) ซึ่งอธิบายทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยไว้อย่างละเอียดชัดเจน พอสรุปได้ดังนี้

  • อำนาจอธิปไตย คืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ตามความหมายข้อนี้ แสดงว่า โบแดงต้องการจะลบล้างแนวความคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับทฤษฎีว่าด้วยความมีอำนาจสูงสุด (The Supremacy) เพราะตามทฤษฎีนั้น ผู้ใช้อำนาจสูงสุดมีอำนาจล้นพ้นเกินไปจนไม่มีขอบเขตจำกัด เช่น พระผู้เป็นเจ้า ย่อมมีอำนาจทั่วสากลโลก พระสันตปาปาย่อมมีอำนาจทั่วอาณาจักรทั้งปวงแต่โบแดงต้องการจะจำกัดอำนาจสูงสุดลงเพียงแค่การปกครองในประเทศนั้นๆ เท่านั้น ที่โบแดงอธิบายเช่นนี้ เพราะโบแดงเข้าใจความหมายของคำว่า “ รัฐ” เป็นอย่างดีและต้องการจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “ รัฐ” กับ “ รัฐาธิปัตย์” ของรัฐนั้นเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับรัฐอื่น
  • อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐ (Sovereignth belongs to the State) โบแดงได้คำอธิบายข้อนี้มาจากองค์ประกอบข้อหนึ่งของรัฐที่ว่า รัฐต้องมีอำนาจอธิปไตย ฉะนั้นโบแดงจึงสรุปว่า อำนาจอธิปไตยย่อมเป็นของรัฐมิใช่ของราษฎร
  • ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยควรเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นรัฐาธิปัตย์ (Sovereign) เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ และผู้นำราษฎรทั้งหลาย
  • รัฐาธิปัตย์ คือผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน สามารถออกคำสั่งให้ราษฎรปฏิบัติตามได้แต่ตามไม่อยู่ใต้คำสั่งของผู้ใด (majestas est summa in cives as sives ac subditos legibusque soluta potestas) นอกจากนั้น โบแดงยังได้อธิบายอีกด้วยว่า “ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า สาระสำคัญของรัฐาธิปัตย์ของกษัตริย์... คือการมีอำนาจตรากฎหมายบังคับใช้แก่พสกนิกรทั้งหลาย โดยไม่คำนึงว่าพสกนิกรเหล่านั้นยินยอมหรือหาไม่... ถ้าจะให้รัฐาธิปัตย์ปกครองรัฐได้อย่างถูกต้องดีงามแล้ว จำต้องจัดให้รัฐาธิปัตย์อยู่เหนือกฎหมาย”

                    บุคคลต่อมาที่สนับสนุนทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐ คือ โธมัน ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษในสมัยกลาง ซึ่งอธิบายว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของรัฐ แต่แสดงออกทางรัฐาธิปัตย์หรือกษัตริย์ โองการของกษัตริย์หรือรัฎฐาธิปัตย์ย่อมเป็นกฎหมายและอยู่เหนือทั้งปวง ทั้งไม่อาจถูกจำกัดด้วยอำนาจใดๆ ไม่ว่าอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจทางศีลธรรมจรรยาก็ตาม

  • ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ

                   รุสโซ (Rousseau) ปรัชญาเมธีผู้หนึ่งได้อธิบายว่า อำนาจอธิปไตยนั้นมีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ต่อมาเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่าจนเกิดเป็นสังคมขึ้นมนุษย์ก็ได้ทำสัญญาหรือก่อพันธะผูกพันกันโดยชัดแจ้งหรือปริยายว่าจะโอนอำนาจอธิปไตยที่ตนมีอยู่ให้แก่สังคมสัญญาเช่นนี้รู้จักในยุโรปตั้งแต่ก่อนสมัยรุสโซแล้วว่า “ สัญญาประชาคม” (Social contract)

                    ผู้ร่างรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาได้อ้างว่า สังคมที่ว่านี้ ก็คือ “ ชาติ” (Nation) นั่นเองแนวความคิดนี้เป็นทิ่นิยมมากในบรรดาผู้ต่อต้านระบบกษัตริยาธิปไตย ซึ่งถือว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์

                   เมื่อกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติแล้ว ทฤษฎีนี้ได้กำหนดต่อไปให้ผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งจากราษฎรทั้งหลายให้ทำการแทนชาติ ดุจว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลทำการแทนนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน และโดยที่การกระทำของผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำในนามของชาติผู้แทนราษฎรจึงไม่ต้องฟังคำสั่งจากใคร และไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใด

                    รัฐธรรมนูญของประเทศที่ยอมรับทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ คือ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส รัฐธรรมนูญเบลเยี่ยม รัฐธรรมนูญไวมาร์ของเยอรมัน รัฐธรรมนูญเชโกสโลวะเกีย พ . ศ. 2463 รัฐธรรมนูญโปแลนด์ พ. ศ. 2464 รัฐธรรมนูญกรีก พ. ศ. 2467 และรัฐธรรมนูญรูมาเนีย พ. ศ. 2481

  • ทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

                    ในขณะที่รุสโซเป็นเจ้าทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ นักทฤษฎีฝ่ายที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ต่างก็ถือว่ารุสโซเป็นเจ้าทฤษฎีฝ่ายของตนด้วยโดยถือว่ารุสโซได้ชี้แนวทางไว้ในวรรณกรรมเรื่อง “ สัญญาประชาคม” เล่มสามว่า อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน สมมุติว่าในรัฐหนึ่งมีประชาชน 10,000 คน อำนาจอธิปไตยก็มีอยู่ในตัวประชาชนทั้ง 10,000 คนนั้น ราษฎรแต่ละคนมีส่วนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย 1 ใน 10,000 ส่วนอันประกอบกันเป็นชาติหรือรัฐ ตามความคิดของรุสโซ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์จากความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามส่วนของตน และไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งหมดได้ อรรถาอธิบายเช่นนี้เองที่ทำให้เกิดทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติและทฤษฎีว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เพราะฝ่ายหนึ่งถือว่าประชาชน 10,000 คนต่างเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทัดเทียมกัน เมื่อประชาชน 10,000 คนประกอบกันเป็นชาติอำนาจอธิปไตยก็ต้องเป็นของชาติ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งถือว่าเมื่ออำนาจอธิปไตยมีอยู่ในตัวมนุษย์แต่ละคนก็ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั่นเอง

                    ทฤษฎีนี้ต่างกับทฤษฎีที่ว่าอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดเป็นของบุคคลเพียงคนเดียว เช่น พระสันตปาปาหรือพระมหากษัตริย์ เพราะเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทุกคนเท่าๆ กันเสียแล้ว ก็มีปัญหาว่าใครมีสิทธิใช้อำนาจอธิปไตย และจะใช้อย่างไร คำตอบข้อนี้คือ ทฤษฎีนี้สนับสนุนให้จัดรูปแบบการปกครองแบบใดแบบหนึ่งดังนี้

                   1. การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรง ซึ่งจัดให้ประชาชนทุกคนใช้อำนาจอธิปไตยได้โดยตรงในกิจการทั้งปวง

                   2. การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยอ้อม ซึ่งจัดให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งผู้อื่นขึ้นทำหน้าที่แทนตน

                    สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย และทรงใช้อำนาจนี้ทางองค์กรต่างๆ กัน ประชาชนอาจควบคุมองค์กรเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยตามความเป็นจริงได้โดยไม่ต้องควบคุม พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยตามแบบพิธี วิธีการเช่นนี้นิยมกันในบรรดาประเทศทั้งหลายที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและต้องการพระเกียรติยศให้พระมหากษัตรย์เป็นสำคัญ

Ref : http://classroom.hu.ac.th/courseware/Law2/dec_power.html#m_dec 05/06/2008