ลักษณะของอำนาจอธิปไตย               

ตามความเข้าใจทั่วไปในปัจจุบัน อำนาจอธิปไตยมีลักษณะที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • ความเด็ดขาด (Absoluteness)
  • ความครอบคลุมทั่วไป (Comprehensiveness)
  • ความถาวร (Permanence)
  • ความไม่อาจถูกแบ่งแยกได้ (Indivisibility)
  • ความเด็ดขาด (Absoluteness)

                    โดยทั่วไปแล้ว ในรัฐหนึ่งๆ ย่อมประกอบด้วยอำนาจต่างๆ หลายประการ แต่อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ทั้งเป็นอำนาจที่เด็ดขาดและบริบูรณ์ในตัวเองโดยไม่มีอำนาจใด หรือกรรมสิทธิ์ของเอกชนคนใดมาลบล้างได้

  • ความครอบคลุมทั่วไป (Comprehensiveness)

                    อำนาจอธิปไตยย่อมมีขอบเขตยิ่งใหญ่ไพศาลทั่วอาณาเขตของรัฐ อำนาจบังคับแห่งอำนาจอธิปไตยอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐไม่ว่าเป็นบุคคลหรือดินแดนหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม

  • ความถาวร (Permanence)

                    อำนาจอธิปไตยย่อมอยู่กับรัฐเสมอไปโดยไม่สูญหาย นักปรัชญาการเมืองกล่าวว่าการมีอำนาจอธิปไตยเป็นองค์ประกอบข้อหนึ่งของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าสูญสิ้นอำนาจอธิปไตยก็เท่ากับว่าสูญสิ้นความเป็นรัฐ

  • ความไม่อาจถูกแบ่งแยกได้ (Indivisibility)

                   อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจทางนามธรรม จึงไม่มีผู้ใดมองเห็นแต่ที่ทราบว่ามีอยู่ในรัฐก้เพราะผลของการใช้อำนาจอธิปไตย หรือผลของการมีอำนาจอธิปไตยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้หรืออาจแลเห็นได้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การที่รัฐดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีอำนาจอธิปไตย หรือการที่บุคคลหนึ่งสามารถบังคับบัญชาผู้อื่นได้โดยไม่มีใครมาบังคับบัญชาตน ก็เพราะบุคคลนั้นมีอำนาจอธิปไตยนั่นเอง

                    อำนาจอธิปไตยมีลักษณะอันหนึ่งอันเดียวกันไม่อาจถูกแบ่งแยกได้ นักปรัชญาการเมืองมีความเห็นว่า ถ้าแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปแล้วจะทำให้รัฐเดิมสลายไปหรือมิฉะนั้นก็จะเกิดรัฐใหม่ขึ้นแทนที่ ตัวอย่างที่มักหยิบยกอ้างอิงกันอยู่เสมอ เช่น กรณีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยหรือการแก่งแย่งกันเป็นเจ้าของอธิปไตยในเกาหลีจนเกิดเป็น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยในมาเลเซียจนเกิดเป็นมาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นต้น

                   อย่างไรก็ตาม ข้อที่ว่าอำนาจอธิปไตยไม่อาจถูกแบ่งแยกได้นี้หมายถึงเฉพาะการแบ่งแยกเพื่อเป็นเจ้าของคนละส่วนกันในเวลาเดียวกันในรัฐเดียวกันเท่านั้น แต่แบ่งแยกตามลักษณะการใช้หรือแบ่งแยกตามหน้าที่แต่ละองค์กรได้ ดังที่เรียกกันว่า “Separation of powers or Separation of functions”

การแบ่งแยกอำนาจ

                    นักปรัชญาการเมืองได้พูดถึงการแบ่งแยกอำนาจนานมาแล้ว ในชั้นเดิมนั้นอำนาจในการปกครองประเทศยังไม่ได้แบ่งแยกออกได้อย่างไร แยกให้ใคร และแยกทำไม แต่ต่อมานักปรัชญานั่นเอง ที่เสนอแนะให้มีการแบ่งแยกและมีผู้เห็นด้วย จนนำไปบัญญัติขึ้นเป็นกฎหมาย หลักการนี้น่าจะมีมาแต่สมัยกรีกดังที่อริสโตเติลเองก็ได้จำแนกอำนาจหน้าที่ของรัฐออกเป็นองค์การปกครองต่างๆ กัน เช่น แบ่งเป็นสภาประชาชน (Ecclesia) เป็นศาลประชาชนและเป็นคณะมนตรีผู้บริหารรัฐ ในสมัยโรมันปกครองบางคนเช่นโพลีบิอุส (Polybius) ได้สร้างหลักที่ว่า ควรแบ่งสถาบันการปกครองออกเป็นหลายสถาบัน และให้แต่ละสถาบันมีอำนาจถ่วงดุลกัน นักปรัชญาในสมัยต่อมา เช่น เจมส์ แฮริงตัน , จอห์น ล้อค , ฌอง โบแดง, ปูฟเฟนดอร์ฟและโกรติอุส ต่างก็เคยถึงการแยกอำนาจ แต่ในบรรดานักคิดทั้งหลาย ปรัชญาเมธีที่สำคัญที่สุดของมองเตสกิเออ ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสมีชื่อเต็มว่า ชาร์ลส์ เดอ เซอดงดาต์ บารอง เดอ มองเตสกิเออ (Charles DE SECONDAT, Baron DE MONTESQUIEU) มองเตสกิเออได้ออกเดินทางไปทั่วยุโรปโดยใช้เวลาศึกษาการเมืองอยู่ที่อังกฤษนานถึงปีครึ่ง จนเกิดแรงบันดาลใจให้เรียบเรียงวรรณกรรมสำคัญเล่มหนึ่งคือ “ เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย (L’Esprit des lois)”

                    บทที่ 6 ของหมวดที่ 11 ของวรรณกรรมเรื่องนี้ มองเตสกิเออได้อธิบายว่าในทุกรัฐจะมีอำนาจอยู่ 3 อย่าง คือ

1. อำนาจนิติบัญญัติ (Puissance legislative) คือ อำนาจเกี่ยวกับการวางระเบียบบังคับทั่วไปในรัฐ กล่าวคืออำนาจในการตรากฎหมายนั่นเอง

2. อำนาจปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายมหาชน (Puissance executrices de I’ Etat) คืออำนาจในการใช้หรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายซึ่งสมัยนี้เรียกว่า อำนาจบริหารนั่นเอง

3. อำนาจปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กฎหมายแพ่ง (Puissance executrices de cettes choses qui depende du droit civil) คืออำนาจในการวินิจฉัยอรรถคดี ซึ่งเรียกกันต่อมาว่าอำนาจตุลาการ

                   มีข้อที่น่าสังเกตว่า มองเตสกิเออยังไม่ได้แยกอำนาจตุลาการออกเป็นอำนาจหลักอิสระโดยตรง หากแต่อธิบายว่าควรมีลักษณะชั่วคราว เช่นเมื่อมีคดีขึ้นมาสู่ศาลเท่านั้น ไม่ควรตั้งเป็นอำนาจประจำ มองเตสกิเออเน้นด้วยว่า อำนาจที่สำคัญที่สุดคืออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

                    ความมุ่งหมายของมองเตสกิเออในการแยกอำนาจ ก็เพื่อจะคุ้มครองและให้หลักประกันแก่ราษฎร เพราะมองเตสกิเออเกรงว่าหากมีการก้าวก่ายกันแล้ว ก็จะนำไปสู่เผด็จการได้โดยง่ายดังที่กล่าวไว้ว่า

                   “ ถ้าอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหารรวมอยู่ที่คนคนเดียว องค์กรเดียว หรือเจ้าหน้าที่เดียว เสรีภาพจะไม่อาจมีได้เลย เพราะกษัตริย์หรือรัฐสภาเดียวกัน อาจสร้างกฎหมายขึ้นและใช้กฎหมายนั้นกดขี่ข่มเหงประชาชน

                   ในทำนองเดียวกัน เสรีภาพจะไม่หลงเหลืออยู่เช่นกัน ถ้าอำนาจตุลาการไม่แยกออกจากอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ถ้าหากใช้อำนาจตุลาการอยู่กับอำนาจนิติบัญญัติ ชีวิตและอิสรภาพของคนในบังคับก็จะถูกควบคุมตามอำเภอใจ เพราะฝ่ายตุลาการเป็นผู้บัญญัติกฎหมายเอง และตัดสินคดีตามกฎหมายเอง ถ้าใช้อำนาจตุลาการรวมกับอำนาจบริหาร ฝ่ายตุลาการก็จะกดขี่บังคับพลเมืองได้อย่างเต็มที่

                    ทุกสิ่งทุกอย่างจะถึงซึ่งกาลอวสาน ถ้าหากคนหรือองค์กรเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูง หรือราษฎรสามัญใช้อำนาจทั้ง 3 นี้ กล่าวคืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจปฏิบัติตามกฎหมายและอำนาจตัดสินคดีที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชน”

มองเตสกิเออได้ให้เหตุผลในการที่กล่าวเช่นนี้ว่า

                   “ เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่า คนเราทุกคนที่มีอำนาจย่อมหลงระเริงชอบใช้อำนาจเกินกว่าที่ควรต่อเมื่อใดพบอุปสรรคขัดขวาง เมื่อนั้นถึงจะหยุดยั้ง อย่าว่าแต่อะไรเลยแม้แต่คุณธรรมก็ยังต้องมีขอบเขตจำกัด

เมื่อคนเราอาจใช้อำนาจจนเกินควรได้เช่นนี้ จึงจำต้องหาวิธีให้อำนาจคอยเหนี่ยวรั้งอำนาจไว้ ”

                    มีข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออ ดังนี้

                    1. ทฤษฎีของมองเตสกิเออ มีอิทธิพลมากต่อการร่างรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาใน ปฎิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และพลเมืองของฝรั่งเศส (The French Declaration of Rights of Men and Citizen, 1789) ข้อ 16 ถึงกับบัญญัติว่า “ สังคมใดที่ไม่ยอมรับการแบ่งแยกอำนาจ สังคมนั้นหาได้ชื่อว่ามีรัฐธรรมนูญไม่” (Any society in which the separation of powers not determined, has no constitution at all) เจมส์ แมดิสัน และโธมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ก็ได้กล่าว่า บทวิเคราะห์ศัพท์ที่ตรงเป้าหมายที่สุดของคำว่าระบบการปกครองแบบทรราชย์ คือการไม่ยอมรับการแบ่งแยกอำนาจ (The absence of separation of power is the very definition of tyranny) ด้วยเหตุนี้เองเราอาจกล่าวได้ว่า ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถือว่าการแบ่งแยกอำนาจเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญและระบบการปกครองแบบระชาธิปไตย

                   2. มองเตสกิเออศึกษาการเมืองในอังกฤษ แล้วจึงเรียบเรียงวรรณกรรมเล่มนี้ขึ้นโดยได้แสดงความชื่นชมระบบการปกครองในอังกฤษไว้เป็นอันมาก ว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเอกเทศ แต่อำนาจนิติบัญญัติที่แท้จริงตกอยู่แก่สภา (Parliament) อำนาจบริหารที่แท้จริงตกอยู่แก่คณะรัฐมนตรี (Cabinet) อำนาจตุลาการที่แท้จริงตกอยู่แก่ศาล (Judiciary) แต่แท้จริงแล้วมองเตสกิเอออาจไม่ทันได้สังเกตว่าในอังกฤษอำนาจตุลาการส่วนหนึ่งอยู่ที่รัฐสภาด้วย ดังที่กำหนดให้สภาขุนนางทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศด้วยในเวลาเดียวกัน ประธานศาลฎีกา (Lord Chancellor) ทำหน้าที่ทั้งที่เป็นประธานศาลสูงสุด เป็นประธานสภาขุนนาง และเป็นรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ผู้พิพากษาศาลอังกฤษเองก็ทำหน้าที่ตุลาการและบริหารในบางขณะ เช่นเป็นผู้ออกใบอนุญาตการค้าสุราและควบคุมเรือนจำของศาล ฝ่ายบริหารเองก็ออกกฎหมายได้ในบางกรณี รัฐมนตรีส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็เป็นสมาชิกสภาขุนนางหรือสภาสามัญ ด้วยเหตุนี้ นักกฎหมายปกครองอังกฤษจึงวิจารณ์ว่ามองเตสกิเออเข้าใจระบบการปกครองของอังกฤษผิดพลาด

                   3. ถึงแม้จะยอมรับการแบ่งแยกอำนาจเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นหลักประกันของประชาชนให้พ้นจากการแทรกแซง คุกคามของเผด็จการ และเป็นหลักประกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งแยกโดยเฉพาะวิธีการแบ่งแยกในเรื่องนี้ท่านผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ ดร. เดือน บุนนาค ได้เคยอธิบายไว้ว่า

                    “... ฯลฯ... อันความคิดเห็นเรื่องชนิดต่างๆ ของอำนาจ และการแยกอำนาจนี้มิใช่จะไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือเห็นในทางตรงข้ามว่าไม่ควรแยกอำนาจกันก็หาไม่ ผู้ที่โต้แย้งว่าอำนาจมีเพียงสองอำนาจก็มี ที่เห็นว่ามีห้าอำนาจก็มี และผู้โต้แย้งว่าไม่ควรแยกอำนาจก็มีเหมือนกัน สำหรับผู้ที่โต้แย้งอำนาจมีเพียงสองอำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจบริหารนั้น ผู้ที่โต้แย้งก็ยอมรับว่าการพิจารณาพิพากษาคดีต้องมีอิสรภาพ ฉะนั้น ก็เท่ากับว่าอำนาจตุลาการนั้นมีอยู่ หากแต่ว่ามิได้แยกจากอำนาจบริหารให้เด็ดขาดเท่านั้น ส่วนการโต้แย้งว่าอำนาจนั้นขณะนี้ก็มีบัญญัติเฉพาะในรัฐธรรมนูญจีน เป็นความคิดเห็นของดอกเตอร์ซุนยัตเซน (Doctor Sun Yat Sen) แต่ดอกเตอร์ซุนยัติเซนก็ได้ชี้แจงว่าอำนาจสอบไล่และอำนาจควบคุมที่ต้องเพิ่มขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่มีและใช้ในการปกครองจีนมาแต่สมัยเดิม ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องของประเทศจีนโดยเฉพาะ ส่วนความคิดเห็นที่ว่าไม่ควรแยกอำนาจกันใช้นั้น ในสมัยปัจจุบันก็มีท่านวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ที่คัดค้านการแยกอำนาจในสหรัฐอเมริกาในหนังสือชื่อ Congressional Government, A study in American Politics ท่านได้กล่าวว่า “ การแยกอำนาจเป็นชิ้นน้อยนี้ เป็นวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญอเมริกา แขนงงานต่างๆ ของรัฐบาลแต่ละแขนงมีความรับผิดชอบได้อย่างมาก ผู้กระทำผิดเมื่อมีผู้สงสัยอาจโยนความรับผิดไปให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้ได้จะปฏิเสธว่าการแยกอำนาจและการแบ่งความรับผิดชอบนี้ได้จัดทำขึ้น เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในสภาพอัมพาตอย่างแรง ( คือทำอะไรไม่ได้เลย) ในเวลาที่เกิดวิกฤตกาลขึ้นแล้วนั้นหาได้ไม่นับว่าเป็นข้อบกพร่องอย่างแท้จริงของระบบสหรัฐ ซึ่งแยกอำนาจและจำกัดความรับผิดชอบไว้เช่นนี้” ข้อบกพร่องของการแยกอำนาจเห็นได้ชัดว่ามี และด้วยเหตุนี้หลักการแยกอำนาจจึงไม่เป็นจริงขัดต่อสภาพของกิจการ และจึงไม่สามารถดำรงอยู่ในระบบที่กำหนดให้มีขึ้นในระบบเช่นว่านั้น จึงต้องหาทางออก เช่นในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเองถึงจะกำหนดแยกอำนาจอย่างเด็ดขาดไม่ให้ก้าวก่ายกัน แต่ในความเป็นจริงก็ต้องยังก้าวก่ายกันอยู่นั่นเอง ในที่สุดก็มีอำนาจหนึ่งที่มามีอำนาจเหนืออำนาจอื่น อำนาจที่เบ่งอยู่เหนืออำนาจอื่นนี้ก็คืออำนาจนิติบัญญัติ ข้อตำหนิของวูดโรส์ วิลสัน นี้มุ่งต่อการแยกอำนาจโดยเด็ดขาด ความจริงผู้ที่เห็นควรให้มีการแยกอำนาจแม้มองเตสกิเออเองก็มิใช่จะเห็นว่าต้องแยกให้เด็ดขาด ความเกี่ยวพันระหว่างอำนาจที่แยกกันนั้นต้องมีการกระทำของอำนาจต่างๆ ต้องประสานซึ่งกันและกัน ไม่ใช่จะทำกันไปคนละทิศคนละทาง อนึ่งจะทำอย่างไรก็ไม่อาจกันมิให้อำนาจหนึ่งมีอิทธิพลเหนืออำนาจอื่น อำนาจที่จะมีอิทธิพลนี้ก็คืออำนาจนิติบัญญัติ ทั้งนี้ก็เพราะกฎหมายที่ใช้ปกครองราษฎรนั้นอำนาจนี้เป็นผู้ตราขึ้น อำนาจนี้จึงเป็นเสมือนจักรตัวใหญ่ที่จะบังคับจักรตัวอื่นๆ ให้หมุนเวียน อนึ่ง กฎหมายที่สำคัญที่สุดในการปกครองบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองใด ก็คือ พระราชบัญญัติงบประมาณ อำนาจนิติบัญญัติก็เป็นผู้ลงมติให้ใช้เป็นกฎหมายเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะอนุญาตให้เก็บหรือให้ใช้จ่ายโดยกฎหมายงบประมาณนี้ อำนาจนิติบัญญัติจึงสามารถหยุดยั้งการกระทำใดๆ ของอำนาจบริหารและสามารถจะให้หน้าที่การงานใดๆ ผันแปรเปลี่ยนแปลงได้ แต่แม้จะยอมรับว่าอำนาจนิติบัญญัติโดยฐานะมีอิทธิพลเหนืออำนาจอื่น การแยกอำนาจก็มิใช่จะมีไม่ได้ เหตุผลของการแยกอำนาจก็ยังคงมีอยู่ การแยกอำนาจยังป้องกันมิให้เกิดสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้น และยังอำนวยเสรีภาพให้แก่ราษฎรอยู่ เพียงจัดให้ผู้ใช้อำนาจแต่ละอำนาจเป็นบุคคลต่างพวกมีอิสรภาพไม่ขึ้นแก่กัน และผู้ใช้อำนาจหนึ่งจะแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ใช้อีกอำนาจหนึ่งตามอำเภอใจไม่ได้ ก็เป็นการเพียงพอที่จะประกันเสรีภาพของราษฎรให้ดำรงอยู่ได้ อนึ่ง ควรเข้าใจว่าการที่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมอบให้อำนาจหนึ่ง ตั้งผู้ใช้อีกอำนาจหนึ่ง ก็ไม่เป็นการขัดกับหลักอิสรภาพของผู้ใช้อำนาจแต่ละอำนาจแต่อย่างใด เพราะการมอบการแต่งตั้งเช่นนี้เป็นการมอบโดยราษฎร ซึ่งเป็นผู้ตราบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้นๆ และอำนาจที่ผู้ใช้ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ใช้อำนาจหนึ่งก็ไม่เสียอิสรภาพ ผู้ใช้อำนาจแต่ละอำนาจยังคงมีอิสรภาพอยู่ เช่นอำนาจนิติบัญญัติตั้งผู้ใช้อำนาจบริหาร และผู้ใช้อำนาจบริหารตั้งผู้พิพากษา ผู้ใช้อำนาจตุลาการ กรณีดังนี้ เห็นกันว่าไม่ทำให้อิสรภาพของผู้ใช้อำนาจแต่ละอำนาจเสียไปเพราะตำแหน่งหน้าที่และอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่นั้น ผู้ใช้ไม่ได้รับจากผู้แต่งตั้ง แต่รับจากราษฎรคือประชาชาติต่างหาก ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็แสดงไว้แล้ว การไม่อยู่ในบังคับต่อกันระหว่างอำนาจต่างๆ ย่อมทำให้อำนาจต่างๆ ควบคุมซึ่งกันและกัน ถึงจะมีการขัดแย้งก็ขัดแย้งในเรื่องของกฎหมาย การขัดแย้งกันนี้แหละที่ทำให้เสรีภาพของบุคคลมั่นคงสมบูรณ์”

                    คำอธิบายของมองเตสกิเออก่อให้เกิดปัญหาถกเถียงกันมากดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่ามองเตสกิเออเน้นการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดหรือไม่และเมื่อมองเตสกิเออกล่าวว่า “ บุคคลใดก็ตามซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือมักจะใช้อำนาจเกินเลยอยู่เสมอ บุคคลนั้นจะใช้อำนาจจนกว่าจะถึงขีดจำกัด ดังนั้น เพื่อจะมิให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต จึงจำต้องจัดให้อำนาจหยุดยั้งอำนาจตามวิถีของมัน” นั้น มองเตสกิเออหมายความถึงอะไร นักกฎหมายบางคนตีความว่า มองเตสกิเออต้องการพูดถึงการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดโดยไม่ให้อำนาจใดเกี่ยวข้องกันเลย ความเข้าใจเช่นนี้แพร่หลายอยู่ระยะหนึ่งต่อมาจึงมามีผู้ตีความใหม่ว่า แม้จริงแล้ว มองเตสกิเออไม่ได้พูดถึงการแบ่งแยกอำนาจอย่างเด็ดขาดเลย เพราะเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดให้อำนาจแต่ละฝ่ายแยกกันอยู่อำนาจอธิปไตยไม่ใช่วัตถุหรือขนมที่จะแบ่งเป็นชิ้นๆ รวมสามชิ้นใครได้ชิ้นแรกย่อมไม่ได้ชิ้นที่สองและชิ้นที่สาม แต่อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจนามธรรมที่แบ่งแยกไม่ได้ในตัวของมันเอง เช่น นาย ก. เป็นราษฎรในรัฐนี้ นาย ก. ย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งหมด ไม่ว่าจะจำแนกออกเป็นกี่อำนาจก็ตาม กล่าวคือ นาย ก. ย่อมเป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะพูดว่า นาย ก. เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติจึงเป็นเจ้าของอำนาจนิติบัญญัติ นาย ข. เป็นผู้พิพากษาจึงเป็นเจ้าของอำนาจตุลาการ นาย ค. เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเจ้าของอำนาจบริหาร ดังนี้หาได้ไม่ เพราะในฐานะที่นาย ก. ข. และ ค. เป็นพลเมืองของรัฐ ย่อมมีอำนาจทั้งสาม คำอธิบายของมองเตสกิเออ หมายความเพียงว่า เมื่อนาย ก. เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแม้นาย ก. จะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งหมด แต่เมื่อรับฐานะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติก็ควรทำแต่เฉพาะหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามอาจเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่อื่นได้บ้างตามความจำเป็น เพราะหัวใจของการแบ่งแยกอำนาจไม่ใช่เพียงสักแต่ว่าแยกออกจากกันแล้วราษฎรจะอยู่ดีกินดี หรือมีหลักประกันความมั่นคงปลอดภัย มองเตสกิเออได้ยกตัวอย่างอังกฤษว่า มีการแบ่งแยกอำนาจไปยังองค์กรต่างๆ ไม่มีองค์กรใดมีอำนาจเด็ดขาดที่จะบังคับประชาชนได้โดยลำพัง ถ้าตราบใดที่องค์กรใดเป็นผู้ใช้อำนาจทุกอย่างทำนองออกกฎหมายเองว่า การกระทำใดเป็นความผิด แล้วจับผู้กระทำผิดเอง สอบสวนเอง ลงโทษเอง ตราบนั้นประชาชน จะไม่มีหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยใดๆ คำว่า อำนาจยับยั้งอำนาจกันเองก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่ามีการเกี่ยวข้องระหว่างอำนาจได้ แต่มิใช่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันกดขี่ข่มเหงประชาชน หากแต่เพื่อให้หน้าที่ของตนสมบูรณ์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั่นเอง

                    การอธิบายหลักการแบ่งแยกอำนาจในแนวหลังนี้จึงมิได้มุ่งหมายถึงการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาด แต่หมายถึงการแบ่งแยกองค์กรให้ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป เพื่อว่าจะได้ช่วยกันควบคุมระหว่างกัน ซึ่งในสมัยหลังนี้ถือว่า การแบ่งแยกอำนาจ เป็นหลักการที่ล้าสมัย จึงนิยมเรียกเสียใหม่การแบ่งแยกหน้าที่ (Separation of Functions) และเมื่อพูดถึงการแบ่งแยกอำนาจก็ต้องเข้าใจว่าคือการแบ่งแยกหน้าที่นั่นเอง ซึ่งมีความหมายว่า ความจริงแล้วไม่ว่าจะทำหน้าที่ใดก็ตาม ต่างก็ใช้อำนาจอย่างเดียวกัน คืออำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจหนึ่งเดียวของประชาชน องค์กรของรัฐผู้ใช้อำนาจดังกล่าวจะมีกี่องค์กรก็ตามต่างแยกกันทำหน้าที่ของตนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะกำหนดตามความเหมาะสม

                   4. ที่ว่า “ มากน้อยบ้างแล้วแต่จะกำหนดตามความเหมาะสม” มีส่วนสัมพันธ์กับระบบรัฐบาล กล่าวคือ ในทางทฤษฎีถือว่าหากจัดให้มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติเกี่ยวข้องกับผู้ใช้อำนาจบริหารมาก ก็ถือว่าเป็นระบบรัฐสภา (Parliamentary system) หรืออาจเป็นระบบรัฐบาลของรัฐสภา (Assembly Government) ถ้าผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติเกี่ยวข้องกับผู้ใช้อำนาจบริหารน้อยก็ถือว่าเป็นระบบประธานาธิบดี (Presidential system) เป็นต้น

5.                    เมื่อมองเตสกิเออพูดถึงการแบ่งแยกอำนาจออกเป็นสามอำนาจนั้น ก็เป็นการพิจารณาจากสภาพกิจการของรัฐในขณะนั้นเท่านั้น มองเตสกิเออไม่ได้ให้ความสำคัญแก่อำนาจตุลาการมากนักเพราะถือว่าทั้งอำนาจบริหารซึ่งเป็นอำนาจในการปฏิบัติกิจการตามกฎหมายมหาชนและอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอำนาจปฏิบัติการตามกฎหมายเอกชน ต่างเป็นอำนาจปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอำนาจบริหารสามารถริเริ่มปฏิบัติกิจการตามกฎหมายได้เลยทันทีที่มีกฎหมายออกมา แต่อำนาจตุลาการจะปฏิบัติกิจการได้เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว ความสำคัญข้อนี้จึงมีว่ามองเตสกิเออไม่ได้พูดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาด และไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการที่จะต้องแบ่งแยกอำนาจออกเป็นสามอำนาจโดยเคร่งครัด มองเตสกิเออให้หลักเกณฑ์ไว้เพียงว่า

ก. หัวใจของการแบ่งแยกอำนาจอยู่ที่ว่าอย่าให้มีการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่องค์กรเดียวดังที่ปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น แม้ในฝรั่งเศส

ข. การแบ่งแยกอำนาจก็คือ การแบ่งแยกองค์กรแยกย้ายกันทำหน้าที่ เพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองราษฎร

ค. ส่วนจะแบ่งแยกเป็นกี่องค์กร ก็อยู่ที่สภาพแห่งกิจการ (State activities) สหรัฐอเมริกาเริ่มต้นแยกกิจการออกเป็นสามประเภทอย่างชัดเจน คือ กิจการนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการต่อมารัฐธรรมนูญของประเทศอื่นๆ ก็ได้ยึดถือตามอย่างแต่ขยายความหมายของกิจการแต่ละประเภทออกไป กล่าวคือ

    • อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative power) องค์กรผู้ใช้อำนาจนี้เรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจมีชื่อเฉพาะแตกต่างกันออกไป เช่น รัฐสภา สภานิติบัญญัติ ในภาษาอังกฤษก็มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น สหรัฐอเมริกาเรียกว่า Congress อังกฤษเรียกว่า Parliament สภาดังกล่าวอาจประกอบด้วยหนึ่งสภาหรือสองสภาก็ได้ เช่น รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา Congress ประกอบด้วย House of Representatives และ Senate เป็นต้น หน้าที่หลักขององค์กรนี้คือออกกฎหมาย ถ้าไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนหน้าที่อื่นจะให้องค์กรนี้ทำหรือไม่ก็สุดแท้แต่จะกำหนด เช่นอาจให้ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินหรือการทำงานของฝ่ายบริหารก็ได้ ดังเช่นรัฐธรรมนูญไทย หรืออาจให้ทำหน้าที่เป็นศาลสูงสุดดังเช่น กรณีของอังกฤษ หรืออาจจะไม่ให้องค์กรนี้ทำหน้าที่อื่นนี้แต่ตั้งองค์กรใหม่หรือมอบให้องค์กรอื่นที่มีอยู่แล้วทำก็ได้

    • อำนาจบริหาร (Executive power) องค์กรผู้ใช้อำนาจนี้เรียกว่าฝ่ายบริหาร หรืออาจเรียกว่า รัฐบาล คณะรัฐมนตรี ก็สุดแท้แต่จะกำหนดหน้าที่หลักขององค์กรนี้คือ การบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนหน้าที่อื่นจะให้องค์กรนี้ทำหรือไม่ก็ได้ อาจให้ออกกฎหมายบางประเภทได้ในบางกรณี ดังเช่น กรณีของอังกฤษ ไทย เป็นต้น

    • อำนาจตุลาการ (Judicial power) องค์กรผู้ใช้อำนาจนี้เรียกว่า ฝ่ายตุลาการ หรืออาจเรียกว่าศาล หน้าที่หลักขององค์กรนี้คือ การพิจารณาพิพากษาคดี ส่วนหน้าที่อื่นจะให้องค์นี้ทำหรือไม่ก็ได้ เช่น อาจให้วินิจฉัยปัญหาว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

                    จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการแบ่งแยกองค์กรแล้ว แต่ละองค์กรมีการเกี่ยวข้องกันได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่รัฐธรรมนูญให้มีองค์กรอื่นเพิ่มขึ้นซึ่งไม่จำเป็นต้องจัดให้อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารหรือตุลาการ เช่น คณะองคมนตรี คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และผู้ตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น การแบ่งแยกองค์กร เช่นนี้ไม่ขัดต่อหลักการแบ่งแยกหน้าที่แต่อย่างใด หากแต่เป็นการแยกแยะหน้าที่ให้ละเอียดออกไป ตามองค์กรหลายๆ องค์กร และไม่ขัดต่อหัวใจของการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ ดังที่มองเตสกิเออกล่าวไว้ด้วย

ด้วยเหตุที่ความเข้าใจเรื่องการแบ่งแยกอำนาจได้พัฒนาไปไกลมากนี่เอง ตำราบางเล่มแม้ตำรากฎหมายมหาชนในฝรั่งเศสมองก็เริ่มวิจารณ์ว่า การพูดถึงหรือการอ้างหลักการแบ่งแยกอำนาจเห็นจะล้าสมัย แต่มิได้หมายความว่าจะปฏิเสธเหตุผลพื้นฐานของหลักการแบ่งแยกอำนาจหรือเรียกร้องให้ใช้ระบบเผด็จการรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) หากแต่มีความหมายว่าหลักนี้มีความหมายเคลือบคลุม ชวนให้ตีความได้หลายนัย เช่น แบ่งแยกอำนาจอย่างที่ปฏิบัติในสหรัฐอเมริกาก็ได้ หรืออย่างที่ปฏิบัติให้อังกฤษก็ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว การปฏิบัติในประเทศทั้งสองแตกต่างกัน นอกจากนี้ บางครั้งก็ตีความได้ว่าหมายถึงการแบ่งแยกหน้าที่ออกเป็นสามหน้าที่ บางครั้งก็ตีความได้ว่าหมายถึงการแบ่งแยกเป็นสองหน้าที่เท่านั้น แต่บางครั้งก็ตีความว่าหมายถึงการแบ่งแยกออกเป็นหลายหน้าที่ เช่น เพิ่มหน้าที่การติดต่อกับต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำให้ไขว้เขวด้วยการกำหนดรูปแบบแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกเป็นสามส่วนมีสามองค์กรเป็นผู้ใช้ และแต่ละองค์กรมีอำนาจอิสระสมกับถือว่าเป็น “ อำนาจ” จริงๆ หากจะมีความข้องเกี่ยวกันในระหว่างอำนาจ หรือองค์กรก็น้อยมาก ประเทศอื่นๆ ที่มิได้เข้าใจรูปแบบของอำนาจหรือองค์กร หรือเข้าใจ แต่มิได้จัดให้แต่ละองค์กรทำหน้าที่อย่างของสหรัฐอเมริกาพากันนำเอารูปแบบนี้มาใช้บ้าง ทำให้ดูชอบกลอยู่ เพราะขัดกันประวัติศาสตร์บ้าง โครงสร้างทางการเมืองบ้างระบบรัฐบาลบ้าง จึงมีผู้เสนอว่าให้ลืมหลักการแบ่งแยกอำนาจตามแนวของมองเตสกิเออเสียแต่พูดกัน ถึง การแบ่งแยกหน้าที่หรือแบ่งแยกองค์กรซึ่งจะมีกี่องค์กรก็ได้ โดยไม่ผูกมัดกับอำนาจทั้งสามและพูดถึงความเป็นจริงในทางการเมืองดีกว่า กล่าวคือ อำนาจทางการเมืองอันสูงสุดในรัฐนั้นแม้จริงแล้วมีแค่อำนาจในการผลักดันให้มีกิจกรรมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองและอำนาจในการควบคุมกิจกรรมทางการเมือง เท่านั้น

1. ในประเทศไทย ยังมีผู้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจอยู่มาก อาทิเช่น

1.1 เข้าใจว่าองค์กรของรัฐมีเพียงสามองค์กรเท่านั้นคือ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีและศาล องค์กรอื่นจะต้องจัดให้ลงในองค์กรทั้งสาม มิฉะนั้นจะลอยอยู่ ในสมัยหนึ่งมีการจัดตั้งสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจเสนอให้ถอดนายกรัฐมนตรีได้ และเสนอแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ ก็มีผู้สงสัยกันมากว่าสภานโยบายแห่งชาติใช้อำนาจอธิปไตยอำนาจใด มีอยู่โดยทฤษฎีใครสนับสนุนหรือไม่

1.2 เข้าใจว่า ศาลหมายถึงกลุ่มผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเท่านั้น ทำให้ขาดความสนใจในการจัดระบบศาลอย่างอื่น เช่น ศาลปกครอง เมื่อมีดำริจะตั้งศาลปกครอง ก็เข้าใจกันว่า ต้องเป็นส่วนหนึ่งของศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม การตั้งศาลปกครองคนละระบบกับศาลยุติธรรมเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

1.3 เข้าใจว่าวินิจฉัยปัญหาใดๆ ก็ตาม ในลักษณะของข้อพิพาท หรืออรรถคดีไม่ว่าจะเป็นปัญหาว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหาคดีปกครอง คดีแรงงาน คดีแพ่ง คดีอาญา คดีเด็กและเยาวชน คดีภาษีอากร ต้องให้ศาลยุติธรรมเท่านั้นวินิจฉัย

1.4 เข้าใจว่าศาลทหารเป็นเรื่องของการใช้อำนาจบริหาร ( กระทรวงกลาโหม)

1.5 เข้าใจว่า การที่สภานิติบัญญัติตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาหรือสอบสวนปัญหาบางประการเช่น ปัญหาผู้อพยพ ปัญหาชายแดน ปัญหาพลังงาน ปัญหาราคาน้ำมัน กระแสไฟฟ้า น้ำประปา เป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและไม่ควรกระทำ

    • เข้าใจว่าการที่ในบางสมัย ยอมให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรม

นูญหรือไม่ เป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

    • เข้าใจว่า การแยกย้ายข้าราชการประจำออกจากข้าราชการการเมืองเป้นการแบ่ง

แยกอำนาจ

    • เข้าใจว่าการที่ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของรัฐสภา

เป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ

2. เข้าใจว่าการห้ามรัฐมนตรีเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในเวลาเดียวกันเป็นการแบ่งแยกอำนาจ

                    ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากการจัดทำรัฐธรรมนูญไทยในอดีตนั่นเอง กล่าวคือในการจัดทำรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก ( 10 ธันวาคม 2475) ได้กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล ซึ่งทำให้มีบุคคลจำนวนไม้น้อยเข้าใจว่า นี่คือหลักการแบ่งแยกอำนาจตามทฤษฎีของมองเตสกิเออ อำนาจอธิปไตยซึ่งมาจากปวงชนชาวไทย แบ่งออกเป็นสามอำนาจเพียงเท่านี้ ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากนี้อีกแล้วแม้พระมหากษัตริย์เองก็ต้องทรงใช้อำนาจเหล่านี้ทางองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแต่ละองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแต่ละองค์กรจะทำหน้าที่อื่นนอกไปจากนี้ไม่ได้ ต่อมาเมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ. ศ. 2489 ก็ได้แบ่งแยกหมวดในรัฐธรรมนูญออกไปเป็นหมวดอำนาจนิติบัญญัติ หมวดอำนาจบริหาร และหมวดอำนาจตุลาการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเน้นให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่าเมื่อพูถึง “ อำนาจ” แล้ว รัฐธรรมนูญไทยยอมรับเพียงสามอำนาจนี้เท่านั้น แม้จะมีการกล่าวในมาตราอื่น ๆ ว่า “ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ........” ก็เข้าใจกันว่าเป็นการใช้พระราชอำนาจในทางใดทางหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

                   อันที่จริงแล้ว รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยยอมรับหลักการแบ่งแยกอำนาจที่เคร่งครัดหรือเด็ดขาดการที่รัฐธรรมนูญยอมให้รัฐสภามีอำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีได้ ยอมให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ และออกกฎหมายบางประเภทเช่น พระราชกำหนดได้เองก็แสดงอยู่ในเบื้องต้นแล้วว่า เราปฏิเสธหลักการแบ่งแยกอำนาจที่เคร่งครัด จึงไม่ควรเถรตรงถือว่านี่เป็นกิจการนิติบัญญัติ ห้ามฝ่ายบริหารและตุลาการเกี่ยวข้อง นี่เป็นกิจการบริหารห้ามฝ่ายตุลาการเกี่ยวข้องหรือนี่เป็นกิจการตุลาการ ห้ามฝ่ายบริหารเกี่ยวข้อง ในเบื้องต้นจึงต้องลบล้างความเชื่อนี้เสียก่อนปัยหาต่อไปมีว่าจะให้เกี่ยวข้องหรือพึ่งอาศัยกันขนาดไหน ข้อนี้เป็นทั้งเรื่องของนโยบายการเมืองตามรัฐธรรมนูญข้อสำคัญคือ ให้ยึดหลักว่าอย่าให้มีการรวบอำนาจจนใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงหรือทำให้ราษฎรเดือดร้อน โดยปราศจากการเหนี่ยวรั้งหรือยับยั้งกันเอง ส่วนการแบ่งแยกหน้าที่หรือองค์กรออกเป็นสามองค์กรก็เป็นเรื่องปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสภาพกิจการของรัฐในอดีตก็นับว่าเหมาะสม แต่สำหรับนับแต่นี้ต่อไปเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาให้กว้างขวางกว่าเดิม ในฝรั่งเศสเองก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ปัญหาในปัจจุบันมีว่าจะแบ่งแยกหน้าที่ขององค์กรของรัฐอย่างไร ไม่จำเป็นที่องค์กรหนึ่งจะต้องผูกขาดการใช้อำนาจหนึ่ง อาจมีองค์กรหลายองค์กรร่วมกันใช้อำนาจบริหาร เช่นการปกครองท้องถิ่นให้องค์การปกครองท้องถิ่นเป็นผู้ใช้การปกครองทั่วไปให้รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจ และหลายองค์กรร่วมกันใช้อำนาจนิติบัญญัติ เช่น การออกกฎหมายส่วนใหญ่ให้องค์กรรัฐสภาเป็นผู้ใช้ การออกกฎหมายส่วนน้อยให้องค์กรบริหารหรือรัฐบาลเป็นผู้ใช้และในที่สุดจัดให้ร่วมกันใช้อำนาจตุลาการ เช่น การพิจารณาพิพากษาคดีทั่วไปให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ใช้อำนาจ การพิจารณาพิพากษาคดีทหารให้ศาลทหารเป็นผู้มีอำนาจ การพิจารณาพิพากษาคดีปกครองให้ศาลปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจ

Ref ; http://classroom.hu.ac.th/courseware/Law2/dec_power.html#m_dec 05/06/2008